กลุ่มรักษ์เลย ออกโรงต้านสร้างกระเช้าขึ้นภู ด้าน หอการค้าเลย หนุนสร้างเม็ดเงินสะพัดไม่น้อย 1 หมื่นล้านต่อปี
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม หลังจากที่รัฐบาลโดย นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบให้องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เตรียมเดินหน้าก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ในวงเงิน 1,000 ล้านบาท คาดว่าจะสร้างเสร็จและเปิดให้บริการช่วงเดือนพฤศจิกายน 2570
นายคุ้มพงษ์ ภูมิภูเขียว ทนายความและเป็นแกนนำกลุ่มรักษ์เมืองเลย เผยว่า ในฐานะประชาชนและเป็นแกนนำกลุ่มรักษ์เมืองเลย ซึ่งตนเป็นคนภูกระดึง หนองหิน ก็ได้ขอยืนยันในจุดยืนในฐานะที่เป็นชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งตนไม่เห็นด้วยกับการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง ซึ่งตนได้แสดงทัศนะในมุมมองของภาคประชาชน ในพื้นที่มากว่า 20 ปี เรื่องของการกระเช้าขึ้นภู ด้วยเหตุผลว่า นายทุนจะเอาประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ มาอยู่เหนือกว่าประโยชน์ที่เป็นเรื่องของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราไม่เห็นด้วย
ในประเด็นนี้ตนเคยให้ความคิดความเห็นในหลายเวที ในกรณีการกระเช้าขึ้นภูกระดึง โดยเฉพาะมุมมองในด้านกฎหมาย ซึ่งตนจะเน้นในเรื่องของการตรวจสอบรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ซึ่งเคยมีการทำมาแล้วครั้งหนึ่งตั้งแต่ปีพ.ศ.2535-2536 ที่มีกลุ่มนายทุนพยายามจะสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง ในการทำครั้งนั้นพบว่าผลกระทบสิ่งแวดล้อม มันไม่ครอบคลุมในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย เรื่องของไฟป่า ซึ่งจุดที่จะสร้างมักจะเกิดไฟป่าลุกโหมขึ้นทุกปี ซึ่งกระเช้าจะสร้างสูงกว่าเท่าที่มีข้อมูลเดิม และปัจจุบันก็จะสร้างเหนือยอดไม้ไม่เกิน 10 เมตร คืออนุภาพความรุนแรงของไฟป่ามีมากมาย และไฟอาจรุกลามถึงอุปกรณ์ โดยเฉพาะสายสลิงซึ่งไม่อยู่ในรายงานของการทำ EIA
ซึ่งตนในมุมมองของนักกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม เราจะเคลื่อนไหวหากมีการทำ EIA ครั้งใหม่ ที่จะมีการทำขึ้นอีกครั้ง ซึ่งตนก็ทราบจากข่าวจะมีการลงทุนและผลักดันมูลค่าเป็น 1,000 ล้าน ในการสร้างกระเช้า ซึ่งตนจะติดตามการทำ EIA ว่าจะครอบคลุมผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมอย่างไร ทั้งในเรื่องของความปลอดภัย และผลกระทบกับป่าและสัตว์ป่าน้อยใหญ่บนภูกระดึง ตนเป็นแกนนำของกลุ่มรักษ์เมืองเลย ซึ่งได้เคลื่อนไหวในเรื่องของผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมมาตลอด และในเรื่องของกลุ่มตนก็ขอใช้สิทธิในภาคประชาชน ที่เรามีจุดยืน วันนี้ตนยังมองแค่เป็นข่าว และเป็นความพยายามของรัฐบาล ซึ่งก็มีข่าวจะสร้างมาหลายรัฐบาลแต่ก็เงียบหายไป โดยในเรื่องนี้ตนจะนัดการแถลงข่าวและการเคลื่อนไหวของกลุ่มฯ อีกครั้งหนึ่ง

ส่วนด้าน นายณัฐพล เหลืองวงศ์ไพศาล ประธานหอการค้าจังหวัดเลย เผยอีกว่า ในเรื่องของกระเช้าขึ้นภูกระดึง ในภาคของประชาชนรวมทั้งภาครัฐในจังหวัดเลย เราสนับสนุนเต็มที่ซึ่งหากสร้างก็จะส่งผลแรงกระเตื้องทางเศรษฐกิจ และเชื่อว่าไม่ใช่เฉพาะในจังหวัดเลยอย่างเดียว ซึ่งน่าจะได้ทั้งภาคอีสานรวมทั้งภาคเหนือตอนล่าง ส่วนในการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง ที่จะต้องมองมี 2 เรื่อง เรื่องของสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ทำยังไงให้มีผลกระทบให้น้อยที่สุดที่อยู่บนยอดภูกระดึง รวมทั้งการบริหารให้คนชรา คนพิการสามารถขึ้นไปท่องเที่ยวบนยอดภูกระดึงได้ ส่วนอีกกลุ่มที่อยากเดินขึ้นภูกระดึง ต้องมีเหมือนเดิมซึ่งยังคงเป็นเสน่ห์ของภูกระดึง
ตนมองว่าหากมีกระเช้าในมุนมองของการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยง นักท่องเที่ยวเมื่อมาขึ้นกระเช้า เชื่อว่าจะมาขึ้นกระเช้าเพียงอย่างเดียว ก็จะมีการท่องเที่ยวที่อื่นๆ ไปด้วย และเชื่อว่าหากสร้างเสร็จมูลค่าของรายได้ทางเศรษฐกิจหรือตัวเลขของ GDP ตนเชื่อว่าการท่องเที่ยวพร้อมการกระเตื้องของเศรษฐกิจโดยรวมเงินจะสะพัดในพื้นที่ไม่น้อย 1 หมื่นล้านต่อปี
ส่วน นิรุทย์ ระหว้า ลูกหาบภูกระดึง กล่าวอีกว่า ตนยังมองว่าหากกระเช้าเกิดขึ้นจริง คงมีผลกระทบในหลายฝ่าย โดยเฉพาะสินค้าที่จะเอาขายกับนักท่องเที่ยว กับร้านค้าที่ขายตามซำต่างๆที่มีจำนวนหลายร้านช่วงทางเดินขึ้น จะได้รับผลกระทบมากที่สุด และทุกวันนี้ร้านค้าต่างๆตามซำยังใช้บริการของลูกหาบอยู่ หากมีการสร้างขึ้นมาลูกหาบที่ยังคงมีความหวังหน้าที่การงานอาจจะดีขึ้น ลูกหาบต่างๆก็จะมีงานที่เบาขึ้น แต่ที่ตนห่วงจะไม่มีลูกหาบจะแบกของขึ้นส่งตามซำแบบเดิมอีก ร้านค้าเหล่านี้เดือดร้อนแน่ ซึ่งตนยังเชื่อว่าหากสร้างยังคงมีนักท่องเที่ยวเดินขึ้นแบบเดิมอยู่ แต่ภาระสิ่งของก็จะนำขึ้นกระเช้า แต่ไม่ก็รู้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมองและแก้ไขในเรื่องนี้อย่างไร จึงอยากขอฝากให้ความช่วยเหลือร้านค้าเหล่านี้อย่างไรต่อไป



