อิ่ม สุข ชาวนาหนองวัวซอ จ.อุดรฯ ‘ปิดทองหลังพระ’ เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา บริหารจัดการน้ำยั่งยืน เทิดพระเกียรติ 100 ปี ชาตกาล ในหลวงร.9
“แต่ก่อนนี้ตั้งแต่เล็กจนโต ผมไม่เคยอิ่ม มันไม่มีอะไรแค่ไปรับจ้างรายวัน วันละ 8 บาทก็ต้องทำ
เพราะพื้นที่มีน้ำเยอะแต่ผมไม่ได้ใช้ มันจะไหลผ่านที่นาผมไปโน่นครับ ผมก็แค่ยืนมองดู เหมือนกับหมาดูปลากระป๋องไปส่องดูแล้วเอามาใช้ไม่ได้ สู้กับภัยแล้ง
บางทีก็ท่วมเยอะบางทีก็แล้ง ผมทำนาข้าว 20 ไร่ บางปีได้แค่ 3 กระสอบ ไม่พอกินครับลำบากที่สุด
เริ่มแต่ปี 2554 มีโครงการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริเข้ามาส่งเสริมอะไรก็ดีขึ้น น้ำกระจายทั่วพื้นที่ผม 20 ไร่
พอมีน้ำ ผมสู้ทุกอย่าง ทำพืชหลังนา พืชอายุสั้น ฝรั่ง มะละกอ หน่อไม้ มะขาม ผักหวาน กล้วย มะนาว ตะไคร้ หอมตะไคร้ ในนามีหมด ขายไก่ เลี้ยงปลาก็ได้
ตอนนี้ใช้หนี้หมดแล้ว หนี้นอกระบบหมดปี 57 ปัจจุบันผมมีความสุข ต้องทำความดีต่อไป”บุญมาก สิงห์คำป้อง ราษฎรบ้านโคกล่าง แสงอร่าม ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ถ่ายทอดความรู้สึก

หมุนเข็มนาฬิกาไปก่อนสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ จะเข้าไปดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน อ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ในปี 2552
ชาวบ้านโคกล่าม และบ้านแสงอร่าม ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำใช้การเกษตร และอุปโภคบริโภค
ถึงแม้จะมีอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อยู่ก็ตาม
แต่อ่างเก็บน้ำมีความจุถึง 692,500 ลบ.ม. มีพื้นที่รับน้ำเต็มศักยภาพเฉพาะหน้าฝนได้ 800 ไร่
ขณะที่หน้าแล้งได้ 500 ไร่ แล้วระบายน้ำลงคลองธรรมชาติไป
ไม่มีระบบส่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำ
ชาวบ้านส่วนใหญ่ขาดแคลนน้ำ!!!
พอปลูกข้าวผลผลิตได้ไม่ดีเท่าที่ควร ไม่มีรายได้จากการทำเกษตรทั้งก่อนและหลังทำนา
จึงมีหนี้สินต้องเคลื่อนย้ายออกไปรับจ้างนอกพื้นที่และต่างประเทศจำนวนมาก

ปี 2552 สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯเริ่มดำเนินการพัฒนา ตามกระบวนการทำงานในหลวง รัชกาลที่ 9 “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” สร้างความเข้าใจคนในพื้นที่
มีทั้งหน่วยงานราชการระดับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกันสำรวจข้อมูลพื้นฐานเพื่อวิเคราะห์
แล้วนำข้อมูลนั้นมาคุยกันในเวทีประชาคมเพื่อร่วมกันวางแผนดำเนินงาน
ทำให้เข้าถึงชุมชน มั่นใจว่าราษฎรมีความพร้อมร่วมคิด ร่วมทำ และเกิดจากความต้องการของราษฎรเอง
ประเดิมด้วยการท้าทายให้ราษฎรถางป่าอ้อหน้าอ่างเก็บฯ
ปรากฎว่า ได้พร้อมใจกันลงแรง ถางป่าอ้อและวัชพืชอื่นๆ เสร็จภายในเวลาวันเดียว
สถาบันจึงเริ่มกระบวนการพัฒนาในพื้นที่ โดยทำหน้าที่ “ เป็นคนกลาง ” ประสานงานให้เกิดการทำงานร่วมกัน แบบรู้รักสามัคคีโดยให้หน่วยงานต่างๆ นำปัจจัยทางการบริหารที่หน่วยตนเองมีอยู่แล้ว
ทั้งด้านองค์ความรู้ งบประมาณ มาทำงานร่วมกันในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ
ด้วยการซ่อมแซมและเสริมศักยภาพอ่างเก็บน้ำฯ ให้สามารถกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้น ทำคู เหมือง ฝาย เพื่อทำเป็นระบบกระจายน้ำ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการน้ำให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รวมทั้งมีการส่งเสริมอาชีพ ในพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการแหล่งน้ำแล้วด้วย
พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานด้านการเกษตรและปศุสัตว์จากโครงการฟาร์มตัวอย่างตามแนวพระราชดำริ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาใช้ในการทำงานร่วมกัน
ปรากฎว่าด้วยการทำงานร่วมกันดังกล่าวได้ช่วยพลิกฟื้นและพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรให้กลับดีขึ้น
นับแต่นั้นมาถึงปัจจุบัน สามารถเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายเป็น 1,850 ไร่
เกษตรกรสามารถปลูกพืชหลังนาได้ เช่น ข้าวโพดหวาน ถั่วลิสง พืชผักสวนครัว โดยเชื่อมโยงกับภายนอก ในด้านความรู้ เทคโนโลยี และแหล่งทุน
มีการส่งเสริมการทำเกษตรทฤษฎีใหม่แทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เกษตรกรมีรายได้จากภาคการเกษตร 8.4 ล้านบาท
เกิดการรวมกลุ่มพึ่งพากันเองในชุมชนรวม 9 กลุ่ม 4 วิสาหกิจชุมชน และสามารถปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่ป่าต้นน้ำรวม 17,571 ต้น
ด้านโครงการฝ่าวิกฤตด้วยเศรษฐกิจและสังคมฐานรากให้พัฒนาก้าวไปตามแนวพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี จำนวน 99 โครงการ ส่งผลให้มีพื้นที่รับประโยชน์ 29,745 ไร่ คาดการณ์รายได้ที่เกษตรกรจะได้รับกว่า 178 .6 ล้านบาท
จากข้อมูลในการดำเนินงานโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน อ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นั้น
ส่งผลให้ชาวบ้านโคกล่าม-แสงอร่าม อยู่ในกลุ่มพื้นที่เข้มแข็ง พร้อมให้ชุมชนพัฒนาต่อยอดในพื้นที่และหน่วยงานราชการ
และสามารถขยายแนวความคิดเพื่อเป็นห้องปฏิบัติการทางสังคม ให้ชุมชนอื่นๆที่มีปัญหาสามารถมาเรียนรู้กระบวนการ เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปประยุกต์ใช้ได้
ในอนาคตบ้านโคกล่าม-แสงอร่าม จะยังพัฒนาต่อในด้านต่างๆ อาทิ การผลิตพืชมูลค่าสูง เสริมศักยภาพสินค้าและต่อยอดวิสาหกิจชุมชน พร้อมเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วม
รวมถึงสถาบันการศึกษานำองค์ความรู้ต่อยอดในชุมชนอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญคือหน่วยงานราชการให้ความร่วมมือ ชาวบ้านในชุมชนต้องร่วมใจพร้อมเดินต่อ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้จะทำให้ทุกภาคส่วนในการพัฒนาเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน
เพราะฉะนั้น เพื่อเทิดพระเกียรติ ในวาระครบ 100 ปี ชาตกาล วันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในปี 2570
มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรม ปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จึงได้ กำหนดให้ บ้านโคกล่าม บ้านแสงอร่าม อ.หนองวัวซอ เป็น “หมู่บ้าน พัฒนา ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ”
โดยน้อมนำพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เป็นแนวทางหลักในการทำงาน




