สส.เคน นำชาวบ้านทวงสิทธิ์บ้านมั่นคง แจ้งความอดีตกรรมการฉ้อโกงเงินสหกรณ์ 1.3 ล้าน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 มิถุนายน 2568 ที่ สภ.เมืองอุดรธานี นายณัฐพงษ์ พิพัฒน์ไชยศิริ หรือ ส.ส.เคน ส.ส.อุดรธานี เขต 1 พรรคประชาชน นำชาวบ้านประมาณ 20 คน ขึ้นไปพบ พ.ต.ท.นิวัตร กุลศรี รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ กรณีถูกอดีตประธานและกรรมการบ้านมั่นคง เพชรธนา ชุมชนเก่าจาน 8 บริหารงานไม่โปร่งใส มีการจัดทำการกู้ยืมเงินในรูปแบบสหกรณ์ แต่ไม่มีการชี้แจงผลประโยชน์ของสมาชิก ชาวบ้านเกรงว่าจะเกิดปัญหาการทุจริตในองค์กร และเกิดความไม่มั่นใจในเรื่องสิทธิประโยชน์กรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
น.ส.ปิ่นรัก อาจหาญ อายุ 52 ปี อดีตกรรมการสหกรณ์บ้านมั่นคงเพชรธนา เปิดเผยว่า โครงการบ้านมั่นคงเพชรธนา มี 2 โครงการ โครงการที่ 1 มีการจัดทำกองทุนออมทรัพย์ จำนวน 63 หลังคาเรือน โครงการที่ 2 มีการจัดทำสหกรณ์ จำนวน 122 หลังคาเรือน ซึ่งทั้ง 2 โครงการมี นายสมทรง ธรรมอาภาสกุล ประธานบ้านมั่นคงเพชรธนา นางพิศมัย ธรรมเจริญ 65 ปี อดีตประธานสหกรณ์ เป็นแกนนำ และมีกรรมการอีก 13 คน ที่สลับสับเปลี่ยนกันบริหารงานทั้ง 2 โครงการ ความข้องใจของชาวบ้านคือ โครงการเริ่มต้นในปี 2546 และก็หมดสัญญาใน 15 ปี ก็คือในปี 2561
“คนที่จ่ายหมดแล้ว ได้มีการทวงถามว่าคนที่จ่ายหมดแล้วตามสัญญา เราจะได้โอนกรรมสิทธิ์หรือไม่และตอนไหน และมีคณะกรรมการบางคนมาบอกชาวบ้านว่า เรายังมีหนี้กับ พอช. (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน) อยู่ 1.6 ล้านบาท เมื่อตรวจสอบแล้วจ่ายหนี้ไปก่อน 3 แสน ยังเหลือยอดหนี้อยู่ 1.3 ล้าน เขาบอกให้สมาชิกว่า ถ้าอยากจบ ให้ช่วยกันจ่ายเงินก้อนนี้ให้หมด แล้วจะได้รับการโอน เมื่อได้ยินแบบนี้เรากังวลในเรื่องกรรมสิทธิ์ มันไม่ใช่ความผิดของชาวบ้าน มันเป็นเรื่องของกรรมการและ พอช. ขอดูสิทธิ์ของเรา เขาก็ไม่ให้ดู ล่าสุดมีคนไปขอใบเสร็จก็ไม่ยอมให้ คณะกรรมการคนอื่นๆ ก็ไม่ยอมตรวจสอบช่วยชาวบ้าน กลับมีการข่มขู่ชาวบ้านไม่ให้ร้องเรียนหรือตรวจสอบ”
น.ส.ปิ่นรักฯ เปิดเผยอีกว่า คณะกรรมการชุดนั้นบอกว่า กำลังพูดคุยกับ พอช.อยู่ เขาบอกว่า พอช.ไม่ให้เอาเรื่องการเมืองมายุ่ง ในเรื่องนี้คนที่จ่ายครบตามสัญญาเขาข้องใจ ว่าทำไมไม่มีการเปิดประชุมเพื่อให้หายข้องใจกัน ใครที่ยังเป็นหนี้อยู่ทำไมไม่ตาม คนที่จ่ายไปหมดแล้วจะได้กรรมสิทธิ์หรือไม่ เราเดินเรื่องมาตลอด ไปศูนย์ดำรงธรรมมาแล้วก็ยังไม่คืบหน้า จะให้เราไปฟ้องร้อง ชาวบ้านแบบเราจะเอาเงินที่ไหนไปดำเนินการ เราก็ว่าถ้าเราตายไปแล้ว เขาจะมาทวงอะไรกับลูกหลานเราอีก เพราะก็ยังมีการมาขู่เราว่าเอกสารไม่ใช่ชื่อเรา แต่เป็นคนมาสวมสิทธิ์ลำดับเท่านั้นเท่านี้ ชาวบ้านเขาจ่ายไปหมดแล้ว 5 – 6 แสนบาท ยังไม่ได้เอกสารเลย

นายณัฐพงษ์ พิพัฒน์ไชยศิริ ส.ส.อุดรธานี เขต 1 พรรคประชาชน เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนทางเพจเฟซบุ๊ก จึงได้ช่วยกันกับทีมงานลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลทันที คิดว่าข้อมูลนี้มีความเชื่อมโยงตั้งแต่คนทำงานระดับสูงและระดับท้องถิ่น พบว่ามีการข่มขู่ประชาชนจริง ชาวมีความหวาดกลัว มีผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ มีการไกล่เกลี่ยว่าจะมีการจ่ายเงินคืนประชาชน ส่วนที่เก็บเงินไปและชี้แจงไม่ได้ ผ่านไป 1 ปีก็ยังไม่มีการทำอะไรเลย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เขากังวลว่าจะได้รับสิทธิ์ครอบครองบ้านหรือไม่ ถ้าพวกเขาไม่อยู่แล้ว ลูกหลานจะอยู่ยังไง จะสู้กันยังไงต่อ
“โครงการที่ 1 มี 63 ครัวเรือน ซึ่งก็เป็นปัญหาที่พบในวันนี้ แต่เท่าที่ตรวจสอบก็ยังมีโครงการ 2 และ 3 อยู่ติดกัน หมายความว่าถ้ามีปัญหาแบบนี้ อาจจะไม่มีโครงการบ้านในราคาแบบนี้ให้ชาวบ้านอีก เรื่องการข่มขู่ เป็นเรื่องของชาวบ้านในชุมชนรวมกลุ่มตั้งขึ้นเป็นสหกรณ์ มีจำนวนเงินที่หายไปประมาณ 1.3 ล้านบาท ประชาชนถูกทวงหนี้ ซึ่งตรวจสอบแล้วมีการให้ชาวบ้านเซ็นต์รับสภาพหนี้ โดยที่ประชาชนที่เซ็นต์ไม่เคยได้รับเงินตรงนั้นเลย มิหนำซ้ำยังมีดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก จากเงินต้น 3 หมื่น ดอกเบี้ยอีก 3 หมื่น ยอดรวม 6 หมื่นบาท”
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า แต่ที่ร้ายไปกว่านั้น เมื่อเขาทราบว่ามีทีมงาน ส.ส.เข้าพื้นที่ตรวจสอบ มีการข่มขู่จากพนักงานของภาครัฐ บอกว่าถ้ามีการเอาการเมืองมาเกี่ยวข้อง จะฟ้องกลับจะดำเนินคดีกับประชาชน ตรงนี้ทำให้ผมละทีมงานรับไม่ได้ จึงทำให้เชื่อว่าเป็นการฉ้อโกงหรือร่วมกันฉ้อโกงประชาชน จากทั้งอดีตกรรมการและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ วันนี้จึงพาประชาชนมาแจ้งความดำเนินคดี เรื่องการฉ้อโกง การปลอมแปลงเอกสาร บังคับให้รับสภาพหนี้ และจะไปยื่นเรื่องต่อศูนย์ดำรงธรรม ที่ศาลากลาง จ.อุดรธานี อีกครั้ง เนื่องจากยังไม่มีความคืบหน้าในส่วนนั้น อาจจะเพราะเหตุที่ประชาชนยังไม่พร้อมเรื่องเอกสาร เรื่องความหวาดกลัว ทำให้การแจ้งหรือการเล่าเรื่องอาจจะยังไม่คมชัด เจ้าหน้าที่อาจจะยังไม่เข้าใจความเดือดร้อน และไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ขนาดไหน
“ต่อจากนั้นในฐานะ ส.ส.จะนำเรื่องนี้เข้าสู่สภา จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาสอบสวน เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงแค่โครงที่นี่เท่านั้น แต่เป็นแบบนี้ทั้งจังหวัดและอีกหลายๆจังหวัดทั่วประเทศ วันนี้ที่ประชาชนออกมา เป็นการออกมาเพื่อปกป้องตนเอง ปกป้องลูกหลาน ปกป้องคนในจังหวัด ให้โครงการแบบนี้ยังลงมาที่จังหวัดของเรา และทำให้คนที่คิดจะทำเรื่องแบบนี้ ตระหนักว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ที่จะกระทบต่อภาพลักษณ์ของโครงการรัฐ วันนี้ดีใจที่ประชาชนออกมาแจ้งความ และในฐานะ ส.ส.ในพื้นที่ ยืนยันจะสู้จึงถึงที่สุดแน่นอน”
นายณัฐพงษ์ กล่าวปิดท้ายว่า เรื่องความเสียหายเชื่อว่าเฉพาะโครงการนี้โครงการเดียว น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท และโครงการ 2 และ 3 ที่อยู่ติดกันก็แจ้งมาแล้วว่ามีปัญหาแบบเดียวกัน อยากให้การตรวจสอบโครงการนี้เป็นโมเดล เพื่อที่จะนำไปตรวจสอบโครงการอื่นต่อไป เพราะแต่ละคนก็มีความเสียหายที่ไม่เท่ากัน ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบพอสมควร ซึ่งมองว่าหากภาครัฐเข้ามาอุ้มตรงนี้มาช่วยตรงนี้ ก็จะเป็นความมั่นคงของชาวบ้านในอนาคตจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ทางพรรคประชาชนเองก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างยิ่ง มีการจี้เรื่องลงมา และเราเองก็รายงานอยู่ตลอด ซึ่งทางพรรคจะส่งแกนนำลงมาตรวจสอบช่วยแน่นอน สำคัญที่สุดอยากให้กลุ่มคนที่ฉ้อโกงประชาชนหยุดพฤติกรรม หยุดขูดเลือดกับปู ต้องเร่งทำเรื่องกรรมสิทธิ์ก่อน และค่อยหาตัวผู้กระทำผิดตามขั้นตอนต่อไป
หลังจากนั้นคณะของนายณัฐพงษ์ พิพัฒน์ไชยศิริ ส.ส.อุดรธานี เขต 1 พรรคประชาชน ได้นำประชาชนทั้งหมด เดินทางไปที่ สนง.ศูนย์ดำรงธรรม จ.อุดรธานี ชั้น 1 อาคาร 1 ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียน และทำการให้ข้อมูล ลงบันทึกเรื่องร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี โดยมี น.ส.รัชดาพร เมืองเก่า นิติกรชำนาญการพิเศษ สนง.ศูนย์ดำรงธรรม จ.อุดรธานี เป็นตัวแทนรับเรื่อง เพื่อส่งเรื่องไปตามลำดับขั้นตอนต่อไป

