หน้าแรก ภูมิภาค เพื่อนรักหักเ...

เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด! นักธุรกิจสาวสูญ 15 ล้าน ถูกหลอกลงทุน แจ้งความครึ่งปี คดีไม่คืบ

9.06.25 | 17:26 น.

เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด! นักธุรกิจสาวสูญ 15 ล้าน ถูกหลอกลงทุน แจ้งความครึ่งปี คดีไม่คืบ


เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 9 มิถุนายน 68 นางเอ (นามสมมุติ ) อายุ 56 ปี นักธุรกิจด้านประกันชีวิต หอบหลักฐานสลิปการโอนเงิน ข้อความแชตการสนทนา เข้าร้องสื่อหลังถูกเพื่อนที่รู้จักกันในกลุ่มบ้านแชร์ ชื่อ น.ส.เต้ย อายุ 40 ปี หลอกให้ร่วมลงทุนเปิดบริษัทนำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยอ้างว่าจะได้ผลกำไรตอบแทนสูง ด้วยความไว้วางใจจึงนำเงินที่เก็บสะสมไว้มาร่วมลงทุน จนมาทราบภายหลังว่าบริษัทดังกล่าวไม่มีอยู่จริง ทำให้สูญเงินไปกว่า 15 ล้านบาท จากนั้นเดือน กันยายน 67 ได้ไปแจ้งความที่ตำรวจกองปราบ ต่อมาเดือนธันวาคม 67 ตำรวจกองปราบได้โอนคดีมาที่ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุ หลังจากโอนย้ายมาได้ไม่นาน ได้มีการเปลี่ยนพนักงานสอบสวนมาแล้วถึงสองคน แต่คดียังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

นางเอ กล่าวว่า ตนรู้จักกับเพื่อนคนนี้ในวงแชร์ตั้งแต่ปี 64 และได้มีการพบปะ พูดคุยกันมาตลอด ต่อมาเพื่อนคนนี้ได้ขอยืมเงินไปจำนวนหนึ่ง โดยช่วงแรกก็มีการจ่ายเงินคืนตามปกติ จนกระทั่งพักหลังเขาไม่มีเงินจ่ายคืน เขาจึงชักชวนให้ร่วมลงทุนทำธุรกิจนำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตอนแรกตนนำเงินเก็บของครอบครัวไปลงทุนจำนวนหนึ่ง ได้รับผลตอบแทนดีมาก ตนโอนเงินไปให้เขาไม่ถึง10 นาที เขาก็โอนค่าตอบแทนคืนกลับมา

Advertisement

นางเอ กล่าวอีกว่า จากนั้นเขาก็แจ้งว่าจะมีสินค้าเข้ามาจำนวนมาก ต้องใช้เงินเยอะ ตนก็โอนให้เขา เป็นแบบนี้มาตลอดเกือบ 1 ปี ถ้านับเงินเก็บกับเงินค่าตอบแทนรวมกันทั้งหมดประมาณ 29 ล้านบาท ตนมาเอะใจว่าทำไมการโอนเงินให้เขาแต่ละครั้งจะได้ค่าตอบแทนทันที จึงคิดว่าเขาน่าจะโอนเงินของตนกลับมาเป็นค่าตอบแทน ทางสามีของตนจึงเริ่มทำการตรวจสอบ จึงพบว่าบริษัทที่เขานำมาอ้างไม่ได้มีอยู่จริง เบอร์โทรศัพท์ทุกเบอร์ก็เป็นชื่อของเขาคนเดียว จึงมั่นใจว่าถูกหลอก หลังจากนั้นก็ไม่ได้โอนให้เขาอีก และพยายามทวงเงินคืน เขาก็บ่ายเบี่ยงอ้างว่าไม่มีเงินไปจ่ายค่าสินค้า ถ้าตนอยากได้เงินคืนก็ให้หาเงินมาให้ ด้วยความอยากได้เงินคืนจึงไปขอยืมเงินพ่อมาล้านกว่าบาทเพื่อโอนให้เขา แต่ครั้งนี้กลับไม่ได้ค่าตอบแทน แถมยังปิดเบอร์โทรศัพท์ทุกเบอร์ที่เคยติดต่อกัน

นางเอ จึงไปร้องกับทางตำรวจกองปราบ แต่ทางตำรวจกองปราบแจ้งว่ามีผู้เสียหายเพียงคนเดียว ไม่สามารถรับคดีได้ จึงโอนเรื่องมาที่ สภ.ปากเกร็ด ตั้งแต่เดือนธันวาคม 67 แต่คดีไม่มีความคืบหน้า จึงสอบถามพนักงานสอบสวนที่รับเรื่อง เขาแจ้งว่าย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว มีพนักงานสอบสวนคนใหม่มาทำเรื่องแทน จากนั้นตนก็ไปสอบถามกับพนักงานสอบสวนคนใหม่ เขาแจ้งว่าตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินการขอข้อมูลกับทางธนาคาร ซึ่งตนรู้สึกแปลกใจว่าทางพนักงานสอบสวนทำไมไม่มีการอายัดบัญชีของคนก่อเหตุ และยังปล่อยให้เขาทำธุรกรรมได้ตามปกติ ตอนนี้คิดว่าเงินของตนคงถูกถ่ายโอนไปหมดแล้ว

นางเอ กล่าวว่า ที่ตัดสินใจมาร้องสื่อเพื่อขอให้ช่วยเป็นกระบอกเสียง เนื่องจากคดีไม่มีความคืบหน้า ทางตำรวจสภ.ปากเกร็ด ทำงานล่าช้า แถมยังไม่มีการอายัดบัญชีคู่กรณี ตอนนี้ตนหมดตัวแล้ว แถมยังต้องหาเงินใช้หนี้ให้กับคนที่ไปกู้ยืมมา ที่เสียใจที่สุดก็คือเอาเงินเก็บของพ่อประมาณล้านกว่าบาทโอนให้ไปเขา บางครั้งตนรู้สึกเหมือนคนเป็นโรคซึมเศร้า เคยคิดจะฆ่าตัวตายเพราะทำให้ครอบครัวเดือดร้อน แต่ก็เป็นห่วงลูก ห่วงทุกคน ยังดีที่มีสามีและลูกคอยให้กำลังใจ จึงอยากวิงวอนตำรวจช่วยติดตามและดำเนินการเรื่องนี้ให้ด้วย