หน้าแรก ภูมิภาค ชาวบ้านเหมาสอ...

ชาวบ้านเหมาสองแถว บุก อ.คูเมือง ทวงเงิน ‘ผู้ช่วยเสมียนตรา’ โวยเชิดเงินกองทุนหมู่บ้าน 3.6 ล้าน

11.06.25 | 12:25 น.

ชาวบ้าน อ.บ้านด่าน เหมารถสองแถวบุกทวงเงิน ผู้ช่วยเสมียนตราอำเภอคูเมือง พร้อมอ่านแถลงการณ์ หลังเชิดเงินกองทุนหมู่บ้านกว่า 3.6 ล้าน ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทวงถามกลับท้าฟ้อง ชาวบ้านเผยตอนนี้อยากได้คืน 1 ล้าน ที่เหลือจะอุทิศส่วนกุศลไปให้


เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ตัวแทนชาวบ้านบ้านโนนสวรรค์ หมู่ 5 ต.บ้านด่าน อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ กว่า 50 คน ลงทุนเหมารถสองแถวจาก อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ เดินทางไปที่หน้าที่ว่าการอำเภอคูเมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อยืนหนังสือขอความเป็นธรรมและอยากให้นายอำเภอคูเมืองช่วยหาแนวทางเอาเงินจาก น.ส.ปอ (นามสมมุติ) ตำแหน่งผู้ช่วยเสมียนตราของ อ.คูเมือง ที่เพิ่งย้ายมาจาก อ.บ้านด่าน โดยชาวบ้านระบุว่า น.ส.ปอโกงเงินทุนหมู่บ้านกว่า 3.6 ล้านบาท

ด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจ ตัวแทนชาวบ้านได้แถลงการณ์ต่อหน้านายณัฎฐ์ณภัทร พรมคำน้อย ปลัดอำเภอ ศูนย์ดำรงธรรม อำเภอคูเมือง ผู้แทนนายอำเภอคูเมือง ที่มารับเรื่องร้องเรียน

Advertisement

ตัวแทนชาวบ้านอ่านแถลงการณ์ระบุว่า น.ส.ปอเคยได้รับตำแหน่งเหรัญญิกของกองทุนหมู่บ้านโนนสวรรค์ ตั้งแต่ปี 2540 ถึงวันที่ 10 ต.ค.2562 ก่อนจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการใหม่ขึ้นมา แต่ น.ส.ปอไม่ยอมให้เอกสารใดๆ กับคณะกรรมการชุดใหม่ โดย น.ส.ปอยังทำหน้าที่เป็นเหรัญญิกเหมือนเดิม

น.ส.สุพัตรา อายุ 45 ปี ชาวบ้านโนนสวรรค์ เล่าว่า เรื่องทั้งหมดมาแดงตอนปี 2567 มีข้อมูลออกมาว่าชาวบ้านที่กู้เงิน 20,000-30,000 บาท แต่มีหลักฐานออกมาเป็นกู้ 50,000-100,000 บาท กระทั่งมาทราบว่าเงินในระบบซึ่งคาดว่ามีมากกว่า 3,600,000 บาท ได้หายไปทั้งหมด หลังจากนั้น น.ส.ปอก็ย้ายไปอยู่ อ.คูเมือง

ชาวบ้านพยายามติดตามทวงถามถึงเงินที่หายไป แต่ น.ส.ปอกลับไม่สนใจ อ้างว่าชาวบ้านมากู้เงินก็ให้ ทั้งที่ชาวบ้านบางคนไม่เคยกู้เงินกองทุน แต่ยังมีชื่อเป็นคนกู้ หลังจากนั้นตัวแทนชาวบ้านได้ไปแจ้งความให้เอาผิดไว้ที่ สภ.บ้านด่าน แต่เรื่องก็เงียบไปอีก สุดท้าย น.ส.ปอท้าให้ชาวบ้านไปฟ้องเอาเอง

การที่ชาวบ้านเดินทางมาครั้งนี้ยอมรับว่าแต่ละคนมีแต่ความเจ็บช้ำน้ำใจที่กองทุนเริ่มมีเงินล้านครั้งแรก จนขยายกิจการ มีเงินเพิ่มขึ้นรวมแล้วกว่า 3.6 ล้านบาท จนธนาคารชื่นชมว่าบริหารเงินได้ดี จึงอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยเหลือชาวบ้านที่กำลังได้รับความเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้

ตอนนี้ชาวบ้านไม่หวังอะไร ขอแค่ให้เงิน 1 ล้านบาทที่เป็นทุนครั้งแรกกลับมาก็พอ จะเอามาเริ่มต้นใหม่กันเอง ส่วนเงินที่เหลืออีก 2.6 ล้านบาท ชาวบ้านบอกจะอุทิศส่วนกุศลให้