อช.หมู่เกาะสุรินทร์ ลุยกู้เรือพม่าชนปะการัง เผยใช้ถังน้ำ 200 ลิตร 100 ถัง พยุงท้ายเรือให้ลอยขึ้น พร้อมเร่งฟื้นฟูปะการัง
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน นายเกรียงไกร เพาะเจริญ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าปฏิบัติการกู้ภัยและฟื้นฟูแนวปะการัง จากกรณีเรือขนส่งสินค้าสัญชาติเมียนมา “MV AYAR LINN” ประสบเหตุชนและเกยตื้นบนแนวปะการังบริเวณอ่าวจาก ภายในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.68 ทำให้ปะการังเสียหายประมาณ 150 ตารางเมตร นั้น

- เรือพม่าเกยตื้น ปะการังสีน้ำเงินหายากที่สุดในโลกยับเยิน อ.ธรณ์ ชี้ ต่อให้มีเงินก็ไม่รู้จะฟื้นฟูอย่างไร
- กรมอุทยาน ประเมินความเสียหายเรือพม่าชนปะการัง 12 ล้าน แต่ชดเชยความสูญเสียไม่ได้
นายเกรียงไกรกล่าวว่า การปฏิบัติภารกิจร่วมกันระหว่างอุทยานฯหมู่เกาะสุรินทร์ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ (สบอ.) ที่ 5 (นครศรีธรรมราช), ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 2 จังหวัดภูเก็ต, อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน, ผศ.ดร.ทนงศักดิ์ จันทร์เมธากุล จากมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และพี่น้องชาวไทยมอแกน ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย.68
ในส่วนของผลการปฏิบัติงานประจำวันที่ 17 มิถุนายน 2568 ทีมได้เร่งเพิ่มถังน้ำมันสำหรับยกเรืออีก 35 ถัง ทำให้ยอดรวมถังน้ำมันที่ใช้ไปทั้งหมดพุ่งเป็น 150 ถัง ภายในระยะเวลาเพียง 4 วัน นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งถุงลม (life bag) เพิ่มเติมอีก 2 ตัน ส่งผลให้แรงยกโดยรวมของเรือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 43 ตัน การขจัดน้ำหนักถ่วงก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยทีมเคลื่อนย้ายได้ขนย้ายกระสอบปูนซีเมนต์ออกจากลำเรือเพิ่มเป็น 2,400 กระสอบ ทำให้เหลือเพียง 600 กระสอบที่ยังคงค้างอยู่ภายใน และเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเคลื่อนย้ายขั้นต่อไป อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ พร้อมด้วยศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 2 (ภูเก็ต) ได้ร่วมกันสำรวจจุดจัดเก็บเรือที่ปลอดภัยเมื่อเรือลอยตัว
จากการทำงานอย่างหนักและเป็นระบบ ผลลัพธ์ที่ปรากฏคือ ส่วนท้ายของลำเรือได้ยกตัวขึ้นจากแนวปะการังได้แล้วประมาณ 1 เมตร แม้ว่าช่วงหัวเรือจะมีการขยับเล็กน้อยแต่ยังไม่สามารถยกตัวขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากแรงยกจากถังน้ำมันที่ยังไม่เพียงพอ และน้ำหนักจากกระสอบปูนซีเมนต์ที่ยังคงเป็นภาระถ่วงภายในเรือ

โดยแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ออกเป็น 3 ชุดหลัก ได้แก่ ชุดที่ 1 ภารกิจกู้เรือขนส่งสินค้า โดยทีมกู้เรือกำลังใช้ถังน้ำขนาด 200 ลิตร 100 ถัง บรรจุน้ำให้เต็มและนำไปผูกติดกับใต้ท้องเรือส่วนท้ายที่จมน้ำ จากนั้นจึงอัดอากาศเข้าไปในถังเพื่อพยุงให้ส่วนท้ายของเรือลอยขึ้น จากการปฏิบัติภารกิจเบื้องต้นพบว่า ใต้ท้องเรือส่วนท้ายเริ่มมีการเคลื่อนตัวแล้ว และในวานนี้ (16 มิ.ย.) ได้เพิ่มถังน้ำขนาด 200 ลิตรไปอีก และบอลลูนสำหรับเคลื่อนย้ายวัตถุใต้น้ำ (Lift Bag) เพื่อเร่งดำเนินการให้เรือสามารถเคลื่อนที่ได้

นายเกรียงไกรกล่าวอีกว่า ชุดที่ 2 ประเมินความเสียหายและซ่อมแซมปะการัง สำหรับการประเมินความเสียหายต่อแนวปะการัง ทีมงานได้ใช้วิธี Photo quadrat เพื่อประเมินพื้นที่เสียหาย โดยลากเส้นเทปจากท้ายเรือตามแนวร่องรอยการเคลื่อนตัวของเรือเป็นระยะทาง 42 เมตร ซึ่งเป็นบริเวณที่พบร่องรอยความเสียหายของปะการัง จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า ปะการังที่เสียหายจากการครูดไถส่วนใหญ่ คือ ปะการังเขากวาง (Acropora spp.) รองลงมาได้แก่ ปะการังผิวยู่ยี่ (Porites rus) ปะการังสีน้ำเงิน (Helioporo sp.) และ ปะการังโขด (Porites luteo)

สำหรับพื้นที่ใต้ท้องเรือและบริเวณรอบตัวเรือยังไม่ได้รับการประเมินอย่างละเอียด แต่คาดการณ์ว่าจะได้รับความเสียหายทั้งหมดจากการกดทับ โดยปะการังส่วนใหญ่ในบริเวณนี้คือ ปะการังสีน้ำเงิน ในส่วนของการฟื้นฟูเบื้องต้น ทีมงานได้รวบรวมชิ้นส่วนปะการังที่แตกหักและพิจารณาเลือกชิ้นส่วนขนาดเล็กที่ไม่ได้ยึดติดกับโคโลนีเดิมหรือพื้นวัสดุ เพื่อนำไปยึดติดกับตะปูบนพื้นปะการังที่ตายแล้วด้วยสายเคเบิลไทร์ โดยดำเนินการไปแล้วประมาณ 300 ชิ้น ชิ้นส่วนปะการังเขากวางที่แตกหักบางส่วนพบว่า มีการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ปกคลุมรอยแผลและบางชิ้นส่วนเชื่อมติดกับโคโลนีเดิมได้เองตามธรรมชาติ สำหรับชิ้นส่วนขนาดใหญ่ที่แตกหักคาดว่าจะสามารถซ่อมแซมเนื้อเยื่อและฟื้นตัวได้เอง ซึ่งจะต้องมีการติดตามผลในอนาคตต่อไป

นายเกรียงไกรกล่าวอีกว่า ส่วนชุดที่ 3 ทำหน้าที่เก็บขยะทะเล โดยมีแนวทางการปฏิบัติภารกิจสำรวจบริเวณโดยรอบตัวเรือ เพื่อประเมินประเภทของขยะและจำนวนขยะ ต่อมาได้ทำการเก็บขยะ ประกอบไปด้วยกระดาษลัง เศษผ้า ยางรถบรรทุก และขยะอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ทีมงานยังคงปฏิบัติภารกิจกู้เรือและฟื้นฟูแนวปะการังอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายจากสภาพภูมิประเทศและใต้น้ำ โดยความพยายามจากเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนเพื่อลดผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลให้ได้มากที่สุด
สำหรับการเดินหน้าในวันพรุ่งนี้ (18 มิถุนายน 2568) อุทยานแห่งชาติฯ ได้วางแผนปฏิบัติการเชิงรุก โดยจะเร่งขนย้ายกระสอบปูนซีเมนต์ที่เหลือทั้งหมด 600 กระสอบออกจากลำเรือให้แล้วเสร็จ พร้อมกันนี้ ชุดปฏิบัติการดำน้ำจากอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์, อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน และศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 2 (ภูเก็ต) จะดำเนินการติดตั้งถังน้ำมันเพิ่มเติมอีก 100 ถัง เพื่อเพิ่มแรงยกให้เพียงพอต่อการลอยตัวของเรือ และเพื่อรับประกันความปลอดภัยหลังเรือลอยตัว อุทยานแห่งชาติฯ ได้เตรียมเรือลากจูงไว้พร้อมสำหรับการเคลื่อนย้ายเรือไปยังจุดที่ปลอดภัยซึ่งได้สำรวจไว้


