สั่งปิด 7 วัน คลินิกความงาม กลางห้างดังอุดรฯ หลังสาวร้องถูกหลอกขายคอร์สสูญเงิน 1.4 ล้าน พบใช้บัญชีม้ารับเงิน มีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 50 ล้าน จ่อสอบเพิ่มอาจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน
หญิงสาวหลายรายเข้าร้องเรียนกับทนายโนบิตะ จากกรณีคลินิกความงามกลางห้างดัง จ.อุดรธานี ได้จัดกิจกรรมเอาดารา นักร้อง มาแสดงและคลินิกแอบแฝงชักชวนหลอกให้ประชาชนเข้าไปหลงซื้อคอร์ส จนเสียเงินไปจำนวนหลายล้านบาท โดนทุกเพศทุกวัย แต่พอใช้บริการจริงกับพบว่าผู้ให้บริการและผู้ที่ทำหัตถการไม่ใช่หมอที่ได้รับใบอนุญาตประจำคลินิก มีการสับเปลี่ยนบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นหมอเข้ามาทำหน้าให้ลูกค้าไม่ซ้ำคน ไม่รู้ว่าเป็นหมอจริงหรือไม่
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ที่ห้องรับรอง สนามบินนานาชาติอุดรธานี นายธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการ รมต.สาธารณสุข ได้รับเรื่องร้องเรียนกับ นายกฤษฎา โลหิตดี หรือ ทนายโนบิตะ และผู้เสียหายเป็นผู้หญิง 2 ราย โดยมีการยื่นหนังสือร้องเรียน ให้ตรวจสอบคลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่ง หลังจากมีพฤติกรรมจัดกิจกรรมชักชวนให้เข้าไปซื้อคอร์สเสริมความงาม แต่การให้บริการไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ผู้ให้บริการอาจจะไม่ใช่หมอเฉพาะทาง มีการฉีดสารบางอย่างเข้าร่างกายจนเป็นผื่นแดง มีการเสนอขายยาเสริมความงาม แต่คิดว่าเป็นยาที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้มีผู้เสียหายหลายรายตกเป็นเหยื่อบางรายต้องสูญเงินไปล้านกว่าบาท
ต่อจากนั้น เวลา 09.30 น. ที่ สภ.เมืองอุดรธานี ทนายโนบิตะได้พาหญิงผู้เสียหายจำนวน 6 ราย เขาพบกับ พ.ต.อ.พัฒนวงศ์ จันทร์พล ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อติดต่อขอเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับคลินิกดังกล่าว โดยผู้เสียหายทั้งหมดได้เข้าชี้แจงข้อมูลในเบื้องต้น หลังจากนั้นได้แจ้งความต่อ พ.ต.ต.ภาคภูมิ แก้วสวนจิก สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี และเดินทางไปยัง สนง.สสจ.อุดรธานี เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติม เพื่อจะได้เข้าตรวจสอบคลินิกดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข ก่อนในเบื้องต้น

กระทั่งเวลา 10.30 น. ภก.มะโนตร์ นาคะวัจนะ เภสัชกรเชี่ยวชาญ รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.อุดรธานี พ.ต.ต.ภาคภูมิ แก้วสวนจิก สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี นำคณะเจ้าหน้าที่จาก สสจ.อุดรธานี และ สภ.เมืองอุดรธานี เข้าตรวจสอบคลินิกเสริมความงามที่ได้รับการร้องเรียน ตั้งอยู่ชั้น 3 ศูนย์การค้าชื่อดัง ในเขต ทน.อุดรธานี โดยมีหญิงรายหนึ่งอ้างตัวเป็นผู้จัดการสาขา นำเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสาร อุปกรณ์ เครื่องมือเสริมความงาม และผลิตภัณฑ์ยา อาหารเสริม ด้านแบ่งเป็นห้องเสริมความงาม 6 ห้อง ห้องเก็บผลิตภัณฑ์ยา อาหารเสริม 1 ห้อง
ทนายโนบิตะ ให้ข้อมูลว่า ผู้เสียหายหลายรายอ้างว่า เมื่อใช้บริการแล้วพบว่าผู้ให้บริการและผู้ที่ทำหัตถการไม่ใช่แพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตประจำคลินิก มีพฤติการณ์สลับสับเปลี่ยนบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นแพทย์เข้ามาทำหน้าให้ลูกค้าไม่ซ้ำคน ไม่รู้ว่าเป็นแพทย์จริงหรือไม่ บางเคสก็เป็นพนักงานเป็นคนทำเอง ลูกค้าบางคนแพ้ถึงขั้นเป็นผื่นแดง แต่คลินิกกลับไม่สนใจรับผิดชอบ ราคาคอร์สที่ตัดเงินลูกค้าก็สูงกว่าคลินิกอื่น ผลิตภัณฑ์บางตัวที่อ้างว่ามี ก่อนที่จะทำการซื้อคอร์ส เมื่อไปใช้บริการจริงกลับพบไม่มีเครื่องชนิดนั้น ลูกค้าขอตรวจสอบตัวยาและผลิตภัณฑ์ก็ไม่ได้ มิหนำซ้ำคนที่ผสมยากับเป็นพนักงานไม่ใช่แพทย์ รวมทั้งมีการกล่าวอ้างว่าค่าบริการแพงเนื่องจากเครื่องมือนำเข้ามาจากเยอรมัน เป็นเครื่องที่ได้มาตรฐาน

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่ามีการใช้บัญชีม้าในการรับเงินกว่า 4 บริษัท มีเงินหมุนเวียนในบัญชีม้าไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท อยู่ระหว่างการขยายผล ทั้งที่บริษัทฯ เพิ่งเปิดได้ไม่ถึง 1 ปี เส้นเงินพบว่ามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงหลายคลินิกฯ ที่เปิดให้บริการในกรุงเทพฯหลายแห่ง และมีพฤติกรรมในการจัดกิจกรรมเอาดารานักร้องมาอ้างแล้วชักชวนขายคอร์สเช่นเดียวกันกับ จ.อุดรธานี เบื้องต้นทาง สสจ.อุดรธานี พบว่ามีคลินิกดังกล่าวมีการแสดงใบอนุญาตคนละชื่อกับคลินิก ส่วนเรื่องการแสดงใบอนุญาตแพทย์ผู้ควบคุมดูแล แพทย์ผู้ปฏิบัติงาน และผลิตภัณฑ์ยา ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง หากมีการกระทำความผิดจริง ต้องถูกดำเนินการตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข และขยายผลในความผิดอื่นต่อไป
น.ส.เอมมี่ (นามสมมุติ) อายุ 50 ปี ผู้เสียหาย เล่าว่า วันที่ 23 พ.ย. ปีที่แล้ว ได้เดินซื้อของในศูนย์การค้า ขณะเดินผ่านงานอีเวนต์ของคลินิกดังกล่าว ได้มีพนักงานขายของคลินิกเวชกรรมเข้ามาทักทาย พูดจาหว่านล้อมว่าทางคลินิกกำลังจัดโปรโมชั่นเสริมความงามอยู่ จึงได้สอบถามเกี่ยวกับคอร์สเสริมความงาม ฉีดหน้า ทำหน้าเรียวไหม เขาบอกว่ามีคอร์สราคา 1 หมื่นบาท ทำได้ 5 ครั้ง ถ้าสนใจโอนเงินวันนี้จะทำให้ฟรีในครั้งแรก ตนก็หลงเชื่อขึ้นไปคลินิกไปนวดหน้าฟรี ระหว่างใช้บริการอยู่ พนักงานก็มาเสนอโปรโมชั่นเพิ่มเติม จ่ายเงินเพียง 3 แสนบาท จะเลือกทำโปรแกรมใดก็ได้เหมือนเป็นเจ้าของร้าน ในวงเงิน 9 แสนบาท ตนหลงเชื่อจึงตอบตกลง

น.ส.เอมมี่ กล่าวต่อว่า แต่เมื่อกลับไปใช้บริการในวันนัด ตนต้องการจะฉีดหน้ายกกระชับใบหน้า พนักงานบอกว่าต้องเปิดโปรโมชั่นเพิ่มอีก 3 แสน เป็นแบบหัตถการ ตนก็จ่ายไปอีก เมื่อกลับไปใช้บริการอีกครั้ง เขาก็บอกว่ามีเซอร์ไพรส์ผู้จัดการมาจาก กทม. สั่งเครื่องยกกระชับหน้าท้องมาจากเยอรมัน คอร์สเต็มราคา 8 แสน แต่จะลดให้เหลือ 4 แสน เมื่อรวมกับ 2 คอร์ส ที่ผ่านมา จะเพิ่มวงเงินการใช้บริการจาก 9 แสน เป็น 1 ล้านบาท รวมทั้งการเสนอขายยาฉีดหน้าอีกหลายครั้ง ครั้งละ 1 แสน ตอนนั้นตนเริ่มไม่อยากจะทำต่อแล้ว เพราะเห็นว่าจ่ายเงินไปเยอะแล้ว จนครั้งสุดท้าย ตนเข้ามาใช้บริการอีกครั้ง พนักงานได้เอาน้ำมะตูมมาให้ดื่ม
น.ส.เอมมี่ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นระหว่างที่ตนนวดตัวอยู่ ก็มีอาการสะลึมสะลือ เขาก็มาเสนอขายคอร์สฉีดสารลดความอ้วน ฉีดเข้าเส้นเลือด ส่วนเกินต่างๆ จะออกมาทางปัสสาวะ จากราคา 8 แสน เหลือ 4 แสน ตนก็ปฏิเสธเพราะกลัวการฉีด แต่ก็มีพนักงานมาขอบัตรเครดิตตนไป อ้างว่าจะเอาไปเช็กโปรโมชั่น เมื่อนวดตัวเสร็จเขาก็เอาบัตรมาคืน และให้ตนเซ็นก็แปลกใจ พนักงานเขาก็บอกว่าพี่ตอบตกลงซื้อแล้ว ตรงนี้ตนไม่โอเค เพราะตนไม่ได้ตั้งใจซื้อ ที่เซ็นไปก็เพราะอยากกลับบ้าน เมื่อทบทวนแล้วก็มองว่าราคาแพงมาก นวดหน้า ทรีตเมนต์ที่อื่นราคาหลักร้อย แต่ที่นี่คำนวณแล้วเกือบ 5 พันบาท เบ็ดเสร็จแล้วตนเสียเงินกับคลินิกนี้ไป 1.4 ล้านบาท

สอบถามผู้เสียหายรายอื่นๆ ก็มีพฤติกรรมคล้ายกัน คลินิกของเขาอยู่บนห้างดูน่าเชื่อถือ เขาบอกว่าเครื่องไม้เครื่องมือนำเข้ามาจากต่างประเทศมีคุณภาพ แต่ตนมองดูแล้วลักษณะเครื่องมือไม่น่าจะแพงขนาดนั้น ตนมองว่าเป็นเครื่องธรรมดา แต่เขาก็บอกว่าเป็นเครื่องอันดับ 1 ของประเทศ เรื่องหมอก็เห็นแค่มีหมอจริงมาแค่วันเสาร์หรืออาทิตย์ วันอื่นก็เห็นเป็นเด็ก ซึ่งเขาก็มาฉีดหน้าให้เราด้วย ตนเอะใจว่าอาจจะถูกหลอกลวง เลยไปเช็กการโอนเงินต่างๆ มีการโอนเข้าบัญชีหลายบัญชี เช็คดูชื่อคลินิกในเน็ต ก็มีคนบอกว่าเป็นการหลอกลวง ตนจึงไปปรึกษาทนายโนบิตะ ตนได้อยากได้เงินคืน และอยากให้เขาหยุดพฤติกรรมนี้ ตอนนี้ตนยังไม่ได้ติดต่อคลินิกไปเลย แต่เห็นผู้เสียหายรายอื่นไปขอเงินคืน เขาก็ไม่ให้ เขาบอกว่าให้ไปฟ้องเอา
หลังจากเจ้าหน้าที่จาก สสจ.อุดรธานี และ สภ.เมืองอุดรธานี เข้าตรวจสอบคลินิกดังกล่าว ในช่วงเที่ยงวันนี้ จากนั้น นายธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการ รมว.สาธารณสุข และ นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 8 และ นพ.สมชายโชติ ปิยะวัชร์เวลา นพ.สสจ.อุดรธานี หลังจากออกตรวจราชการในพื้นที่ จ.อุดรธานี ได้เปิดห้องประชุมใหญ่ สนง.สสจ.อุดรธานี เพื่อติดตามความคืบหน้าของคณะทีมตรวจสอบข้อเท็จจริง
เบื้องต้นจากข้อร้องเรียนที่ว่า คลินิกดังกล่าวหลอกขายคอร์สเสริมความงาม แต่เมื่อเข้ารับบริการแล้ว กลับไม่ได้รับบริการเหมือนที่กล่าวอ้างหรือโฆษณาไว้ หรือโฆษณาเกินจริงหรือไม่ มีการร้องขอให้ตรวจสอบใบอนุญาตการประกอบธุรกิจของคลินิก ตลอดจนแพทย์ที่ได้รับอนุญาตในการกำกับดูแลคลินิกที่ติดป้ายเอาไว้ มีการเข้ามาประกอบวิชาชีพจริงหรือไม่ และยาที่นำมาใช้ในคลินิก มีคุณภาพหรือได้รับการรับรองคุณภาพหรือไม่ รวมทั้งมีการคิดค่าบริการที่สูงเกินจริงหรือไม่ ทีมตรวจสอบได้รายงานข้อเท็จจริงทั้งหมดในห้องประชุมฯ ก่อนจะร่วมกันพิจารณาสรุปข้อมูลทั้งหมด
ในที่ประชุมสรุปข้อมูลว่า คลินิกหรือสถานประกอบการดังกล่าว พบว่ามีการแสดงข้อมูลแพทย์ผู้ให้บริการ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม แต่ไม่ได้แสดงความจำนงเป็นผู้ปฏิบัติงานในสถานพยาบาล (แบบ ส.พ.6) กรณีเช่นนี้ เป็นการฝ่าฝืน พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 35 (1) ให้ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการมีหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกัน จัดให้มีผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลตามวิชาชีพและจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวงตลอดเวลาทำการ มีโทษตาม มาตรา 65 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
กล่าวคือ คลินิกแห่งนี้ ไม่มีแพทย์ผู้ปฏิบัติงานจริง ตามที่มีการติดป้ายประกาศเอาไว้ จึงเห็นควรให้ปิดดำเนินกิจการ 7 วัน เพื่อจะได้ทำการตรวจสอบว่าจะมีความผิดอื่นตามหรือไม่ ทั้งข้อระเบียบของ พ.ร.บ.สาธารณสุข หรือแม้แต่คดีอาญา ตามที่ผู้เสียหายได้แจ้งความดำเนินคดีเอาไว้ ซึ่งจะมีการนำภาพจากกล้องวงจรปิดในภายในคลินิกมาตรวจสอบประกอบสำนวนเพิ่มเติม ว่าอาจจะมีการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนด้วยหรือไม่

![g]hd11 wed](https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2025/07/ghd11-wed-728x382.jpg)
