วัดบางแพรก มีโอกาสได้ที่ดินคืน พศจ.นนท์ เผยกม.คณะสงฆ์ มาตรา 34 ระบุชัดที่ดินวัดไม่อยู่ในการบังคับคดี สงสัยคนรับโอนทำธุรกรรมถูกต้องหรือไม่
จากกรณีเจ้าอาวาสรูปเก่านำโฉนดที่ดิน 3 ไร่กว่า ของวัดบางแพรก ต.บางรักใหญ่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ไปจำนองกับนายทุนเป็นเงิน 5 ล้านบาท แต่ไม่มีเงินไปไถ่จนหลุดตกเป็นของนายทุน หลังเกิดเรื่อง อดีตเจ้าอาวาสได้ชิงลาออกจากวัดไป เนื่องจากไม่สามารถหาเงินมาไถ่ถอนที่ดินดังกล่าวกลับคืนมาให้วัดได้ เหตุเกิดเมื่อปี 2555
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 กรกฎาคม นายวุฒิวิวัฒน์ ศุภนิมิตวงศ์ นักวิชาการศาสนาชำนาญกาญพิเศษ สำนักพระพุทธศาสนา จ.นนทบุรี พร้อมด้วยพระมหาอนุสรณ์ ปัญญาสิริ เลขาฯ เจ้าคณะอำเภอบางบัวทอง จ.นนทบุรี เดินทางมาที่วัดบางแพรก เพื่อตรวจสอบรายละเอียดกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพื่อดูว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่วัดกระทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

นายวุฒิวิวัฒน์ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจาก ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดนนทบุรี ซึ่งติดภารกิจให้ลงพื้นที่มาประสานขอข้อมูลเพิ่มเติมจากเจ้าอาวาสวัดบางแพรกรูปปัจจุบัน เกี่ยวกับกรณีที่ดินที่อดีตเจ้าอาวาสรูปเก่านำเอาโฉนดไปจำนองกับนายทุน ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวใช้เงินของวัดไปซื้อมาเพื่อขยายพื้นที่ของวัด ซึ่งหากตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่าเงินที่นำไปซื้อที่ดินผืนดังกล่าว เป็นเงินของวัดหรือเงินส่วนตัวของอดีตเจ้าอาวาสมรณภาพไปจริง ไม่ว่าโฉนดนั้นจะเป็นชื่อของวัดหรือชื่อของผู้ใด ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ม.34 ระบุไว้ชัดเจน ว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์หรือที่ศาสนสมบัติกลาง ให้กระทำได้ก็แต่โดยพระระราชบัญญัติ เว้นแต่เป็นกรณีตามวรรคสอง การโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสนสมบัติกลางให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ เมื่อมหาเถรสมาคมไม่ขัดข้อง และได้รับค่าผาติกรรมจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานนั้นแล้ว ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แล้วแต่กรณี ในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นที่วัดที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง

และมาตรา 35 ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ และที่ศาสนสมบัติกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี โดยในเบื้องต้นทางคณะผู้ปกครองสงฆ์ ที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างตรวจสอบ ข้อเท็จจริงในเรื่องเอกสารต่างๆ สำหรับการโอนที่วัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ จะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติ ไม่สามารถโอนได้แบบทั่วไป ซึ่งหลังจากตรวจสอบข้อเท็จจริงทางด้านเอกสารต่างๆ แล้วจึงจะสามารถสรุปการดำเนินการได้ต่อไป ส่วนจะสามารถฟ้องร้องเอาที่ดินดังกล่าวคืนได้หรือไม่ต้องขอตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน โดยทางสำนักพระพุทธศาสนาจะเร่งดำเนินการในเรื่องนี้



