ชาวไร่มันสำปะหลังโคราช โอดราคามันต่ำกว่า 2 บาทต่อกก. แบกภาระต้นทุนสูง วอนรัฐเร่งปัญหาด่วน
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่ของโลก ซึ่งปริมาณการผลิตส่วนใหญ่จะเน้นเพื่อการส่งออกกว่า 70% และอีก 30% นำมาใช้ในประเทศ แต่หลังจากประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ ลูกค้าสำคัญของไทย ลดปริมาณการสั่งซื้อมันเส้นลง โดยนำข้าวโพดที่ปลูกในประเทศจีนมาใช้ทดแทนปริมาณนำเข้ามันสำปะหลังจากไทย รวมทั้ง หันไปซื้อจากประเทศอื่น อย่างเช่น ประเทศเวียดนาม ซึ่งราคาถูกกว่าไทยด้วย จึงทำให้ปริมาณการส่งออกมันสำปะหลังจากไทยลดต่ำลงอย่างมาก ขณะเดียวกันผลผลิตภายในประเทศก็ออกมาเป็นจำนวนมากด้วย จึงทำให้ผลผลิตภายในประเทศมีปริมาณมากจนเกินใช้ ส่งผลให้เกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังต้องเผชิญกับปัญหาราคามันสำปะหลังตกต่ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ล่าสุด ราคารับซื้อมันสำปะหลังตกลงต่ำกว่า 2 บาทต่อกิโลกรัม และบางพื้นที่เหลือแค่ 1.20 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น จะแตกต่างกันไปตามชนิดและพื้นที่ นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างภายในประเทศด้วย เพราะผู้ประกอบการที่รับซื้อมันสำปะหลัง จะมีทั้งลานขนาดใหญ่ที่ซื้อหัวมันสดแล้วนำมาตากทำมันเส้น กับลานย่อย ที่ซื้อมาจากเกษตรกร แล้วขายส่งต่อให้กับโรงแป้งหรือลานขนาดใหญ่อีกทอดหนึ่ง ถ้าในพื้นที่มีลานรับซื้อจำนวนมาก ผู้ประกอบการก็จะแข่งขันราคารับซื้อกัน ทำให้เกษตรกรขายมันฯ ได้ราคาดี และถ้าลานมันฯ อยู่ใกล้กับโรงแป้งที่ให้ราคาสูงด้วย ต้นทุนค่าขนส่งก็จะต่ำลง ราคารับซื้อมันฯ ก็จะสูงตาม ซึ่งลานรับซื้อส่วนใหญ่จะอยู่ในโซนภาคอีสาน และจังหวัดนครราชสีมา เป็นจังหวัดที่มีแหล่งปลูกมันสำปะหลังมากที่สุดของประเทศ
วันนี้ (19 กรกฎาคม 2568) จึงผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปสำรวจพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เพื่อสอบถามเกษตรกรเกี่ยวกับปัญหาราคามันสำปะหลังและภาระต้นทุนที่ต้องแบกรับ โดยได้พบกับนายนพเก้า พันปะโคตร อายุ 37 ปี ชาวบ้าน ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว ที่ครอบครัวยึดอาชีพปลูกมันสำปะหลังมานาน ซึ่งปัจจุบันปลูกมันสำปะหลังไว้ทั้งหมด 200ไร่ โดยนายนพเก้าฯ เปิดเผยว่า ปีนี้ประสบกับปัญหาราคามันฯ ตกต่ำอย่างหนัก ลงทุนปลูกแต่แทบจะไม่ได้อะไรเลย เพราะต้นทุนการผลิตมีแต่สูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีลด ตั้งแต่เริ่มปลูกต้องจ่ายค่ารถไถ ค่าขุด ค่ายกร่อง ค่าคนงาน ค่าปุ๋ย ประมาณไร่ละ 5,000 – 6,000 บาทเป็นอย่างต่ำ ยังไม่รวมค่าน้ำมัน และค่าอื่นๆ อีก ปีๆ หนึ่งก็ลงทุนเป็นหลักแสน แต่ราคาขายกลับตกต่ำลง ปีนี้แย่สุดๆ ขายได้กิโลกรัมละบาทกว่าๆ ล่าสุดได้แต่กิโลกรัมละ 1.65 บาทเท่านั้น ซึ่งลานมันที่รับซื้อจะคิดตามเปอร์เซ็นต์แป้ง ถ้าเปอร์เซ็นต์แป้งไม่ถึง บางโรงงานก็จะกดราคาลงอีก
และตอนนี้ โรงแป้งที่อยู่ใกล้ๆ ปิดโรงงาน ตนจึงจำเป็นต้องนำผลผลิตออกไปขายนอกอำเภอ อย่างเช่น ที่อำเภอขามทะเลสอ ทำให้มีภาระค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้นเพราะระยะทางไกลมากขึ้น ยังโชคดีที่โรงแป้งให้ราคาดีหน่อย โดยเชื้อแป้ง 25% จะรับซื้อที่ราคากิโลกรัมละ 2.20 บาท ทำให้ขายได้ราคาเพิ่มขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลช่วยดูแลเรื่องราคารับซื้ออย่างจริงจังด้วย อย่าปล่อยให้ราคาดิ่งลงหนักแบบนี้ ส่วนปัจจัยการผลิตอื่นๆ เช่น ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง อยากให้ดูแลควบคุมราคาให้ได้ ส่วนค่าแรง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง ก็ควบคุมไม่ได้ มีแต่แพงขึ้น ขุดหัวมันฯ ไปส่งขาย ได้เงินมาก็หมดไปกับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ มองแทบไม่เห็นกำไรเลย เพราะมันฯ ที่นำไปขาย เปอร์เซ็นต์แป้งไม่ดี ใน 1 ตันจะขายได้ราคาแค่กิโลกรัมละ 1.65 บาทเท่านั้น จากราคากลางของโรงแป้งในจังหวัดนครราชสีมา ถ้าหัวมันสดเชื้อแป้ง 30% ราคารับซื้อหัวมันสด จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 2.15 – 2.80 บาท และถ้าเชื้อแป้ง 25% จะรับซื้อที่กิโลกรัมละ 1.80 – 2.20 บาท ซึ่งมันฯ ของตนจะขายไม่ค่อยได้ราคา เมื่อหักค่าใช้จ่ายก็เหลือกำไรมาแค่พันกว่าบาทเท่านั้น จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาราคามันฯ ตกต่ำโดยด่วน


