รองผู้ว่าฯ บึงกาฬ ลงตรวจน้ำโขงใกล้จุดวิกฤต ต่ำกว่าตลิ่ง 1 เมตร กระทบแล้ว 75 ครัวเรือน พื้นที่เกษตร 8.6 พันไร่
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 30 กรกฎาคม ที่ศาลาริมโขง ลานพญานาค เทศบาลตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ พร้อมหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “วิภา” พร้อมร่วมประชุมและรายงานสถานการณ์น้ำของจังหวัดบึงกาฬ กับคณะผู้บริหารของกระทรวงมหาดไทย ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีนายวุฒิชัย ชัยภูวนารถ นายอำเภอปากคาด, นายภิรมย์ ยนต์พันธ์ นายกเทศมนตรีตำบลปากคาด พร้อมด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำบลปากคาด ร่วมให้ข้อมูลรายงานสถานการณ์ และการเตรียมการป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอปากคาด

สำหรับสถานการณ์น้ำแม่น้ำสายหลักในจังหวัดบึงกาฬ ได้แก่ แม่น้ำโขง วัดที่สถานีผลิตน้ำหน่วยบริการปากคาดสาขาโพนพิสัย ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 10.90 เมตร เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 50 ซม. ต่ำกว่าตลิ่ง 1 เมตร/ แม่น้ำโขง วัดจากสถานีบ้านพันลำ ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ ปัจจุบันระดับน้ำอยู่ที่ 12.80 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 1.20 เมตร และแม่น้ำสงคราม วัดจากสถานีบ้านท่ากกแดง ตำบลท่ากกแดง อำเภอเซก ระดับน้ำอยู่ที่ 12.05 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 1.45 เมตร ซึ่งระดับน้ำทั้ง 2 สาย มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ขณะนี้กระทบกับการดำรงชีพ ของพี่น้องประชาชน ในภาพรวมทั้งจังหวัด ที่ได้รับผลกระทบใน 7 อำเภอ/ 21 ตำบล/ 86 หมู่บ้าน/ เกษตรกร 1,190 ราย รวมพื้นที่การเกษตร 8,610.5 ไร่ และมีชาวบ้าน บ้านเทพมีชัย หมู่ที่ 7 ต.หนองเดิ่น อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ กว่า 75 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยบางบาตรที่เพิ่มขึ้น ได้เอ่อล้นเข้าท่วมเส้นทางเข้า-ออกหมู่บ้าน ยาวกว่า 2 กิโลเมตร ทำให้การสัญจรลำบาก ชาวบ้านและเด็กๆ นักเรียน นั่งรถอีแต๊ก รถยกสูง ไปโรงเรียนและกลับบ้านช่วงเช้า และเย็น ส่วนชาวบ้านที่มีธุระก็ต้องนั่งเรือหางยาวออกมาจากหมู่บ้าน หรือรอนั่งรถยกสูง ของ ปภ.ที่นำไปไว้ให้บริการ

นายนคร ศิริปริญญานันท์ รอง.ผวจ. กล่าวว่า จังหวัดบึงกาฬ ได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยจังหวัด และประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตาม และประเมินสถานการณ์ทุกวันอย่างต่อเนื่อง, เตรียมกระสอบทราย บิ๊กแบ๊ก สำหรับทำแนวกั้นกรณีมีความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่งหรือทะลักเข้าบ้านเรือนประชาชน เตรียมพร้อมกำลังพล เครื่องมือ เครื่องจักรกล ยานพาหนะ เช่น เรือท้องแบน รถยกสูงให้พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือกรณีพื้นที่ใดได้รับผลกระทบ ได้แก่ เร่งสำรวจพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย และดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามแผนเผชิญเหตุให้ครอบคลุมในทุกมิติ รวดเร็ว และทั่วถึง โดยเฉพาะด้านการดำรงชีพ การดูแลความปลอดภัยทั้งร่างกาย และสภาพจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ โดยหากมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ และเร่งรัดการดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินโดยเร็ว



