หน้าแรก ภูมิภาค ผู้เลี้ยงกุ้ง...

ผู้เลี้ยงกุ้งสงขลา ไม่กังวลภาษีทรัมป์ 19% ชี้ ‘โรคระบาด’ ปัญหาใหญ่กว่า อัดรัฐไร้นโยบายหนุน

1.08.25 | 13:25 น.

เชื่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยไม่กระทบ หลังทรัมป์ประกาศภาษีใหม่ไทย 19% ชี้ส่งออกกุ้งกระจายความเสี่ยงในหลายประเทศ ส่งออกไปสหรัฐเพียงร้อยละ 30 ปัญหาใหญ่กว่าคือโรคระบาด

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม นายปรีชา สุขเกษม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งใน จ.สงขลา กล่าวถึงกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเรียกเก็บภาษีแบบต่างตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับไทยอัตรา 19% จากเดิม 36% ว่าเนื่องจากประเทศไทยผลิตกุ้งได้ปริมาณมากกว่าความต้องการบริโภคภายในประเทศ จึงจำเป็นต้องนำกุ้งส่วนเกินจากการผลิตไปขายตลาดต่างประเทศ ในอดีตไทยส่งออกกุ้งไปอเมริกามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง แต่ปัจจุบันมีคู่แข่งที่สำคัญคือเอกวาดอร์และอินเดีย ได้แย่งส่วนแบ่งการตลาดส่วนใหญ่ในอเมริกาไป ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของกุ้งไทยเหลือแค่ประมาณ 30% ของการส่งออกไปอเมริก

นายปรีชาระบุว่า ไทยกระจายความเสี่ยงทางการตลาดโดยการแบ่งสัดส่วนส่งออกกุ้งไปตลาดจีน ญี่ปุ่น กลุ่มเพื่อนบ้านอาเซียน และส่งเสริมบริโภคตลาดภายในประเทศได้ดีขึ้น ฉะนั้น มองว่าผลกระทบจากภาษีทรัมป์ 19% จึงไม่ส่งผลร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยมากนัก เมื่อเทียบกับคู่แข่งขันในอาเซียนด้วยกับ เช่น เวียดนาม 20%

“ก่อนหน้านี้ผู้เลี้ยงกุ้งบางส่วนชะลอการเลี้ยงเนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนเรื่องภาษี แต่เมื่อมีความชัดเจนขึ้น ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งวางแผนธุรกิจในการผลิตกุ้งได้ดีมากขึ้น สามารถวางแผนกำหนดแนวทางได้ชัดเจนมาก ที่สำคัญจุดแข็งของกุ้งไทยคือเป็นกุ้งคุณภาพเราดี รสชาติอร่อย ปลอดภัย” นายปรีชากล่าว

Advertisement

นายปรีชากล่าวด้วยว่า อุปสรรคใหญ่ของอุตสาหกรรมกุ้งไทยที่เจอในปัจจุบันคือการผลิตที่ต้องเจอกับโรคระบาด เช่น ภาวะขี้ขาวในกุ้ง ภาวะ EMS โรคตัวแดงดวงขาว และโรคอุบัติใหม่อื่นๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของต้นทุนแฝง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ราคากุ้งถูกลง นโยบายรัฐที่ขาดแรงสนับสนุนและความต่อเนื่องทางนโยบาย ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา เกษตรกรต้องชะลอการผลิต ทำให้ผลิตมวลรวมลดลง

นายปรีชากล่าวว่า อุปสรรคด้านอื่นๆ เช่น สภาวะดินฟ้าอากาศแปรปรวนจากภาวะโลกร้อนและภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานและไร้แนวทางที่ชัดเจนในการป้องกัน แก้ไข อุปสรรคเหล่านี้น่ากังวลกว่าภาษีนำเข้าของสหรัฐอีก