สุวัจน์ หนุนโมเดิร์นเทรด สร้างเครือข่ายการตลาด กระตุ้น ศก. เร่งช่วยผู้ประกอบการสู้พิษศก.-สงครามการค้า
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 สิงหาคม ที่โรงแรมโคราชโฮเต็ล อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการ “Scale up สู่ตลาดใหญ่ ไฉไล และยั่งยืนกว่าเดิม” ซึ่งสมาพันธ์ SME ไทยร่วมกับ ธนาคารออมสิน และ Tops ท้องถิ่น ได้ร่วมกันจัดขึ้นโดยมีนายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา , นายประเสริฐ บุญชัยสุข ประธานที่ปรึกษานายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา , นายอนันท์ อาบสุวรรณ ประธานจัดงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา , ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย , นายรุ่งโรจน์ อาชาเทวัญ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการค้าการลงทุน สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และประธานโครงการ Scale up ,นางผ่องพรรณ สาลี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ภาค 13 และผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมโครงการ
นายสุวัจน์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมแมชชิ่งระหว่างผู้ประกอบการ SME กับเครือข่ายโมเดิร์นเทรดในครั้งนี้ จะมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมมีโอกาสจำหน่ายสินค้าได้กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน ซึ่งผู้ประกอบการ SME เป็นกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจ มีบทบาทในการจ้างงาน และเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากกับภาคธุรกิจขนาดใหญ่ การจัดงานแมชชิ่งในวันนี้จึงเป็นประโยชน์ทั้งในแง่ตลาดและการฟื้นฟูธุรกิจ จึงอยากให้พวกโมเดิร์นเทรดใหญ่ๆ ห้างสรรพสินค้าที่อยู่ตามเมืองใหญ่ๆ ได้มีความร่วมมือกันในการเปิดโอกาสที่จะรับสินค้าชุมชน สินค้าโอทอป สินค้าจาก SME ไปวางขายเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด
“ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดตามแนวชายแดน การชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว รวมถึง ผลกระทบจากการขึ้นภาษีการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย แม้รัฐบาลสามารถเจรจาให้ภาษีการค้าอยู่ที่ระดับ 19% ซึ่งยังต่ำกว่าหลายประเทศคู่แข่ง และใกล้เคียงกับเวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ จึงยังพอรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำลังเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านของภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่ทำให้การแข่งขันทางการค้าเข้มข้นยิ่งขึ้น ฉะนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องมีเงินทุนในการมาปรับปรุงกิจการ วันนี้เราจำเป็นต้องช่วยผู้ประกอบการทั้งในด้านตลาดและเงินทุน เพื่อรักษาธุรกิจไว้ รักษาการจ้างงาน และเสริมรากฐานเศรษฐกิจให้เข้มแข็งในระยะยาว” นายสุวัจน์ กล่าว

