หน้าแรก ภูมิภาค มช.เสวนา&#821...

มช.เสวนา’วิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา’ ตีแผ่แผนรีเซตโครงสร้างการเมืองเขมร

6.08.25 | 13:53 น.

มช.เสวนา’วิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา’
ตีแผ่แผนรีเซตโครงสร้างการเมืองเขมร


เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “วิกฤตชายแดนกับโอกาสของอำนาจ ผู้นำ รัฐ และระบบโลก ในกรณีไทย-กัมพูชา” โดยมี ผศ.ดร.ณัฐพล ตันตระกูลทรัพย์ สำนักวิชาการเมืองการปกครอง ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ พันธุ์ประเสริฐ สำนักวิชาการเมืองการปกครอง ผศ.ดร.นรุตม์ เจริญศรี สำนักวิชาการระหว่างประเทศ และ รศ.ดร.พฤดี หงุ่ยตระกูล สำนักวิชาการระหว่างประเทศร่วมเสวนา ท่ามกลางนักศึกษา ประชาชน ร่วมรับฟังจำนวนมาก

ผศ.ดร.ณัฐพลกล่าวว่า โครงสร้างการเมืองของกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมามีพลวัต หรือความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงผู้นำซึ่งมีนัยสำคัญมากจากฮุน เซน เป็นฮุน มาเนต ลูกชาย ถือเป็นการเปลี่ยนตัวผู้นำในรอบเกือบ 40 ปี ภาพรวมเมื่อฮุน มาเนต เข้ามารับตำแหน่งเมื่อปี 2023 ดูเหมือนการเปลี่ยนผ่านอำนาจจะราบรื่น แต่การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หลังฮุน เซน ประกาศว่าใครจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทนในปี 2021 จากนั้นปี 2023 ฮุน มาเนต ก็ขึ้นมารับตำแหน่งในระยะเพียง 2-3 ปีนี้ถือว่าเร็วมาก การเปลี่ยนผ่านอำนาจรอบใหญ่ขนาดนี้ไม่น่าจะง่าย จากการสำรวจข้อมูลพบแรงกระเพื่อมทางการเมืองภายในเกิดขึ้น ทั้งบุคคลในรัฐบาล เช่น SAR KHENG รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทย ซึ่งดำรงตำแหน่งในรัฐบาลของฮุน เซน มายาวนาน รวมทั้งชนชั้นนำในกัมพูชา ซึ่งนักวิเคราะห์ด้านการเมือง สื่อมวลชนต่างประเทศ และสื่อท้องถิ่นของกัมพูชา ตั้งข้อสังเกตไว้ แต่เมื่อฮุน มาเนต ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ลูกชายของผู้นำรุ่นฮุน เซน ก็เข้ามาสืบทอดอำนาจต่อ เป็นลักษณะของเจเนอเรชั่นที่เข้ามาเปลี่ยนผ่านยกแผงแต่ยังสืบต่อใน 3 ตระกูลหลักทางการเมืองของกัมพูชา

“อีกหนึ่งแรงกระเพื่อมที่เห็นคือ การเลือกตั้งในปี 2023 ที่พรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ชนะแบบถล่มทลาย มีประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากต่างชาติมากหลังพรรคการเมืองคู่แข่งยื่นเอกสารไม่ทันจึงถูกห้ามลงเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้งก็ยังเกิดแรงกระเพื่อมในระดับมวลชน จากกรณีความร่วมมือของลาว กัมพูชา และเวียดนาม ในการพัฒนาชายแดน นอกจากนี้ หลังฮุน มาเนต ขึ้นรับตำแหน่งได้เรียกร้องให้ออกญา หรือบรรดาศักดิ์ขุนนางที่รัฐบาลกัมพูชาให้นักธุรกิจที่มีคุณูปการต่อชาติลงทุนเพิ่มเติม ถือเป็นสัญญาณเล็กๆ ที่ชี้ให้เห็นว่าการผลัดเปลี่ยนผู้นำทำให้กลุ่มเหล่านี้ระวังท่าทีมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นแรงกระเพื่อมที่สะท้อนถึงโครงสร้างหลักทางการเมืองของกัมพูชา

Advertisement

ส่วนการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา เป้าประสงค์จริงๆ คือต้องการจัดการเรื่องกระเพื่อมการเมืองภายในของกัมพูชา อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงผู้นำ โดยโครงสร้างภายในของกัมพูชาเรียกว่า Triple-hybrid ที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ชาตินิยมปราสาท ไทยในฐานะศัตรูผู้รุกราน และฮุน เซน ผู้มอบสันติภาพ จึงมองว่าการสงครามครั้งนี้คือความต้องการรีเซตโครงสร้างเดิมแต่ภายใต้ผู้นำคนใหม่ เพราะหลังเกิดการยิงปะทะก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งโครงสร้างชนชั้นนำรุ่นฮุน เซน ที่ลงจากอำนาจและให้รุ่นลูกเข้ามารับตำแหน่งเพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมกัน และการทำสงครามทำให้คนทั้งประเทศมีประสบการณ์ร่วมกันทั้งชนชั้นนำและประชาชน ประสบการณ์ครั้งนี้ยังตอกย้ำชุดอุดมการณ์เดิมของกัมพูชาด้วย เป็นการรีเซตอำนาจโครงสร้างแบบ Triple-hybrid ที่ยืนยงอยู่ในกัมพูชามายาวนานเกือบ 40 ปี หากเป็นไปตามสมมุติฐานนี้การสู้รบจะจบเมื่อการเมืองภายในกัมพูชาถูกเซตตัวแล้ว” ผศ.ดร.ณัฐพลกล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์หยิบยกบทความของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่เขียนลงหนังสือพิมพ์มติชนเรื่อง ทหารมีไว้ทำไม เมื่อปี 2559 เพื่อกระตุ้นให้สังคมทบทวนหน้าที่ของทหาร จนเกิดประเด็นถกเถียงในสังคมขึ้น ขณะที่เหตุการณ์ในปัจจุบันเกิดคำถามนี้ขึ้นอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุปะทะขึ้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เริ่มเห็นปรากฏการณ์บางอย่างที่น่าวิเคราะห์คือ การกระทำของกองทัพออกไปในทำนองอิสระ และตัดสินใจทำอะไรลงไปโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาล หรือการแสดงท่าทีของทหารที่ต่างไปจากนโยบายรัฐบาล ดังนั้น จุดยืนนักการเมืองบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์กองทัพ เป็นจุดยืนจากหลักการทางวิชาการเพื่อป้องกันและตีกรอบว่าทหารในระบบประชาธิปไตยควรมีสถานะและบทบาทอย่างไร การชื่นชอบทหารสามารถทำได้ แต่เป็นคนละเรื่องกับพูดในเชิงหลักการ เราควรจะมีบทบาทของทหารในลักษณะใด หากมองทางวิชาการต้องวิเคราะห์ไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น และแนวโน้มจะเป็นอย่างไร แนวโน้มที่เกิดขึ้นระหว่างพลเรือนและทหารค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นไปในทางที่ทหารได้รับคะแนนนิยมและสร้างความชอบธรรม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและจะเป็นเหตุผลรองรับให้ทหารแสดงบทบาทอย่างมั่นใจมากขึ้นโดยไม่สนรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเองกำลังตกอยู่ในภาวะอ่อนแอและถูกสั่นคลอนความเชื่อมั่นจากเหตุการณ์หลายอย่าง การเสวนาครั้งนี้เป็นเวทีทางวิชาการ ไม่มีเจตนาตำหนิผู้ใด เป็นการวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ต่อจากนี้

ผศ.ดร.นรุตม์กล่าวว่า ประเด็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคต่อความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา มีงานศึกษาทางวิชาการจำนวนมากมองมาตลอดว่า ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา จะส่งผลกระทบทั้งด้านการเมืองและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของอาเซียน ปัจจุบันยังมีความพยายามศึกษาว่าจะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปิดด่านชายแดน นอกจากมูลค่าการค้าบริเวณชายแดนยังกระทบการค้าข้ามพรมแดน ซึ่งมีมูลค่าค่อนข้างสูงด้วย

“สำหรับประเด็นที่นักธุรกิจและหอการค้ามองปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการค้า เมื่อปิดด่านถาวรทำให้สินค้าข้ามพรมแดนในกัมพูชาที่ลงทุนโดยจีน หรือญี่ปุ่น ไม่สามารถส่งมาไทยได้ ต้องอ้อมไปเวียดนาม-ลาว ก่อนเข้าไทย ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น การปิดด่านชายแดนจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จึงส่งผลต่อต้นทุนและมูลค่าขนส่งของสินค้า ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ตอนนี้เริ่มมีความกังวลเรื่องการปิดด่านชายแดนจริงจังมากขึ้น เพราะจะส่งผลต่อการขาดแคลนทรัพยากรวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พึ่งพากันอยู่ หนึ่งในสินค้าที่มีความสำคัญมากและได้รับผลกระทบจากการปิดด่านคือ สินค้าเกษตรแปรรูป” ผศ.ดร.นรุตม์กล่าว

รศ.ดร.พฤดีกล่าวว่า การเมืองในภูมิเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีปัญหากันมา และเป็นปัญหาระหว่างประเทศตั้งแต่อดีตและปัจจุบันมีประเทศมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องตลอด จริงๆ แล้วอาเซียนในอดีตพยายามกันมหาอำนาจออกไปตลอด ส่วนสถานการณ์การสู้รบไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น มีหลายชาติและหลายส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงมีความอีนุงตุงนังมาก เพราะตั้งแต่การเมืองภายใน ทั้งการเปลี่ยนผ่านอำนาจ ความพยายามแย่งชิงอำนาจทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งความพยายามเชิญมหาอำนาจเข้ามา เมื่อย้อนกลับไปพูดถึงบทบาทของนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ทำไมถึงเชิญประเทศมหาอำนาจเข้ามา ต้องบอกว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ เพราะที่ผ่านมาอาเซียนพยายามไม่ดึงประเทศมหาอำนาจเข้าในภูมิภาค แต่คราวนี้ดูท่าทีแล้วลำบาก เนื่องจากลำพังอาเซียนเองไม่มีอิทธิพล หรือความสามารถในการเข้ามาเป็นตัวกลางได้อย่างเต็มที่ จึงต้องดึงมหาอำนาจเข้ามาร่วมเจรจา และดึงทั้งอเมริกาและจีนมาพร้อมกันเพื่อให้เกิดดุล ซึ่งต้องบอกว่าภูมิภาคนี้ตั้งแต่อยู่มาได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะมีดุุลของมหาอำนาจช่วยบาลานซ์อยู่