ผู้ว่าฯขอนแก่น เซ็นคำสั่งให้ ‘นาย อ.’ พ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลสำราญ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เหตุผลสอบสวนชี้จงใจไม่รายงานผู้ว่าฯหรือนายอำเภอทราบถึงกรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 มีคำสั่งประทับรับฟ้องในคดีอาญา เมื่อวันที่ 4 มี.ค.67 แต่ยังไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่ จงใจประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดขอนแก่น โดย นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ออกคำสั่ง ที่ 3790/2568 เรื่อง สั่งให้ นาย อ. นายกเทศมนตรีตำบลสำราญ อ.เมือง จ.ขอนแก่น พ้นจากตำแหน่ง
โดยระบุว่า เรื่อง ด้วยจังหวัดขอนแก่นได้รับรายงานผลการสอบสวนจากอำเภอเมืองขอนเก่น กรณีอำเภอเมืองของขอนแก่น ได้มีคำสั่ง ที่ 135/2568 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน นาย อ. นายกเทศมนตรีตำบลสำราญ ตามนัยมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2462 ประกอบกฎกระทรวงการสอบสวนผู้ดำรงตำแหน่งบางตำแหน่งในเทศบาล พ.ศ.2563 กรณีมีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม และ/หรือจงใจปกปิดข้อเท็จจริงไม่รายงานการถูกฟ้องคดีอาญา ตามนัยหนังสือกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ น. 826/2482 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2482 และเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม และ/หรือเป็นการไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบกฎหมาย โดยคณะกรรมการสอบสวนฯ ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงแสดงพยานหลักฐานเพื่อแก้ข้อกล่าวหาตามสมควรแล้ว แต่คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหาไม่อาจหักล้างข้อกล่าวหาได้
คณะกรรมการสอบสวนจึงเห็นว่า พฤติการณ์การกระทำของนาย อ. นายกเทศมนตรีตำบลสำราญ เป็นการจงใจไม่รายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นหรือนายอำเภอเมืองขอนแก่น ในฐานะผู้กำกับดูแลตามกฎหมายทราบถึงกรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประประพฤติมิชอบภาค 4 มีคำสั่งประทับรับฟ้อง ตามนัยหนังสือกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ น. 826/2482 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2482 และเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม และ/หรือจงใจปกปิดข้อเท็จจริงไม่รายงานการถูกฟ้องคดีอาญาให้ผู้กำกับดูแลตามกฎหมายทราบ
อีกทั้งเมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ประทับรับฟ้องไว้พิจารณา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 นาย อ. นายกเทศมนตรีตำบลสำราญ ก็ไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามผลของกฎหมาย ตามนัยมาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 แต่อย่างใด จึงเห็นได้ชัดว่าพฤติการณ์ดังกล่าวของนาย อ. เป็นการจงใจประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย โดยไม่มีเหตุอันควรลดหย่อนโทษ เป็นเหตุให้นาย อ. นายกเทศมนตรีตำบลสำราญ ต้องพ้นจากนายกเทศมนตรีตำบลสำราญ ตามระเบียบข้อกฎหมายแนวทางปฏิบัติ และนายอำเภอเมืองขอนแก่น พิจารณาแล้วเห็นด้วยกับคณะกรรมการสอบสวน จึงรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นพิจารณาและสั่งให้นาย อ. พ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลสำราญ
ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา 73/1 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562
จังหวัดขอนแก่น พิจารณาจากรายงานการสอบสวน พยานหลักฐาน ประกอบระเบียบ ข้อกฎหมาย หนังสือซักซ้อมแนวทางปฏิบัติแล้วเห็นว่า คณะกรรมการสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา และได้เปิดโอกาสให้ นาย อ. ผู้ถูกกล่าวหา ชี้แจงพยานหลักฐานเพื่อแก้ข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่ อันเป็นสาระสำคัญตามกฎหมายกำหนดแล้ว
กรณีจึงมีความเห็นว่า จากข้อเท็จจริงจากพยานเอกสารหลักฐาน พยานบุคคล เจือสมกับรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของอำเภอเมืองขอนแก่น ปรากฏว่า กรณีดังกล่าวศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ได้มีหนังสือแจ้งว่า นาย อ. เป็นจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 49/2567 ระหว่างอัยการสูงสุด โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายศดีปราบปรามทุจริต 1 ภาค 4 โจทก์ นาย อ. ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน จำเลย ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 โดยศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 ปรากฏตามสำเนาคำฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2567 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 49/2567 โดยปรากฏว่านาย อ. จำเลยที่ 1 มาศาลและได้ลงนามรับสำเนาคำฟ้องด้วยตนเองในวันดังกล่าว และสำเนารายงานกระบวนพิจารณา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2567 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 49/2567 โดยปรากฏว่านาย อ. จำเลยที่ 1 มาศาล และได้ลงนามในรายงานกระบวนพิจารณาในวันเดียวกัน
ต่อมาจังหวัดขอบแก่นจึงได้มีหนังสือแจ้งให้นายอำเภอเมืองขอนแก่น แจ้งให้เทศบาลตำบลสำราญทราบ และให้นายอำเภอเมืองขอนแก่นแก่น กำชับให้นาย อ. หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามผลของกฎหมายอย่างเคร่งครัดทันที อย่าให้ราชการได้รับความเสียหายเด็ดขาด ต่อมาอำเภอเมืองขอนแก่นได้มีหนังสือแจ้งให้นาย อ. หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามผลของกฎหมายเคร่งครัดทันที โดยปรากฎตามสำเนาเอกสารหลักฐานว่าเทศบาลตำบลสำราญได้ลงรับหนังสือ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 และนาย อ. ได้ลงนามรับทราบวันที่ 24 กันยายน 2567 เวลา 11.30 น. และได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในวันเดียวกัน ประกอบกับถ้อยคำของพยานบุคคลในชั้นของการสอบสวนให้ถ้อยคำในทำนองเดียวกันว่า “นับจากวันที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมีชอบ ภาค 4 ได้ประทับรับฟ้องแล้วนั้น ก็ยังเห็นนาย อ.ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีตำบลสำราญตามปกติ กล่าวคือ ได้มีการใช้อำนาจหน้าที่ในนามนายกเทศมนตรีตำบลสำราญ เช่น การลงนามหนังสือที่ออกจากสำนักปลัดเทศบาศบาล การกำกับดูแลการบริหารราชการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการสั่งการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของนายกเทศมนตรีตามปกติ จนกระทั่งได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 24 กันยายน 2567 ตามหนังสือของอำเภอเมืองขอนแก่น…” กรณีจึงถือว่านาย อ. นายกเทศมนตรีตำบลสำราญ ได้รับทราบคำสั่งประทับรับฟ้องจากศาลอาญาคดีทจริตและประพฤติชอบ ภาค 4 ดังกล่าว มาก่อนที่จะมีประเด็นร้องเรียน และมีการสอบสวน และไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ส่วนประเด็นที่นาย อ.ผู้ถูกกล่าวหา ไม่ได้รายงานกรณีที่ตนถูกศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 4 ประทับรับฟ้อง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอ ในฐานะผู้กำกับดูแลตามกฎหมายทราบ ตามนัยหนังสือกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ น. 826/2482 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2482 นั้น พิจารณาจากการให้ถ้อยคำของพยานบุคคลในชั้นการสอบส่วน ซึ่งให้ถ้อยคำไปในทำนองเดียวกันว่า ไม่มั่นใจและ/หรือไม่ปรากฏเห็นหนังสือแจ้งเหตุการณ์ดังกล่าวจาก อ. ในนามเทศบาลตำบลสำราญไปยังนายอำเภอเมืองขอนแก่น หรือผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น แต่อย่างใด ประกอบกับนาย อ. ผู้ถูกล่าวหา ก็มิได้นำสำเนาเอกสารหลักฐานกรณีดังกล่าวมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และ/หรือส่งให้คณะกรรมการสอบสวนใช้ประกอบการพิจารณาแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่านาย อ. ไม่ได้รายงานกรณีที่ตนถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 4 ประทับรับฟ้อง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอ ในฐานะผู้กำกับดูแลตามกฎหมายทราบ ตามนัยหนังสือกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ น. 826/2482 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2482 จริง
ถึงแม้นาย อ. จะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในทำนองว่า ตนเชื่อโดยสุจริตใจว่าไม่มีเหตุให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที เนื่องจากศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 มิได้มีคำสั่งเป็นประการอื่นใดให้ตนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในขณะนั้น และในขณะเดียวกันก็ไม่ปรากฏคำขอท้ายฟ้องของพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริตภาค 4 ผู้มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ตนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันทีเช่นกัน และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ก็มิได้มีคำสั่งให้ตนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่อย่างใด… จึงเป็นดุลพินิจของพนักงานอัยการ และ/หรือศาลที่จะมีความเห็นเป็นประการใด หาใช่บทบังคับที่จะต้องสั่งให้ตนหยุดปฏิบัติหน้าที่ทุกกรณีเสมอไป นั้น พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีที่อาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประทับฟ้องแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาย่อมต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา ซึ่งการหยุดปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นไปโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 93 ประกอบกับมาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ผู้กำกับดูแล และ/หรือหน่วยงานอื่นใดจึงไม่ต้องมีคำสั่งให้ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่อีก ทั้งนี้ ตามความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1486/2565 เรื่อง การหยุดปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันปรามการทุจริต พ.ศ.2561 กรณี จึงมิเป็นเหตุอันจะหักล้างข้อกล่าวหาได้ คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนาย อ.ในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น
ส่วนกรณีที่นาย อ. ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาอีกประเด็น ในทำนองว่า ที่ตนถูกกล่าวหาว่าไม่ได้หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันทีนั้น ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายตามประราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2562 ซึ่งเป็นกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมภายหลังจากที่ตนถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด (อาญา) ขณะดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสำราญ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอขอนแก่น และตนได้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวตามวาระแล้ว เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2551 โดยขณะที่ตนถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด (อาญา) นั้น อยู่ในช่วงระยะเวลาที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเพิ่มใช้บังคับ ซึ่งไม่ได้กำหนดเรื่องเหตุให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันทีไว้แต่อย่างใด จึงเกิดความไม่เป็นธรรมกับตน นั้น พิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์การไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ของนาย อ. เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในปีช่วงปี พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มีผลบังคับใช้แล้ว โดยพฤติการณ์การไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ของนาย อ.พิจารณาแยกต่างหากจากกันกับกรณีที่นาย อ. ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด (อาญา) ขณะดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสำราญ อันมิได้เกี่ยวเนื่อง และ/หรือมีความสัมพันธ์กันแต่อย่างใด กรณีจึงมิเป็นเหตุอันจะหักล้างข้อกล่าวหาได้ คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนาย อ.จึงฟังไม่ขึ้น
ส่วนประเด็นข้อกล่าวอ้างกรณีการถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดในชั้นชั้นคดีอาญาฯ ประกอบกับการบรรยายกระบวนการต่อสู้ในขั้นศาล และข้อโต้แย้งอื่น ๆ ของนาย อ. ตามหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา นั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งการพิจารณาเรื่องกล่าวหาในชั้นนี้เปลี่ยนแปลงไป
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น พิจารณาแล้วจึงเห็นว่า พฤติการณ์การกระทำของนาย อ. นายกเทศมนตรีตำบลสำราญ เป็นการจงใจไม่รายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น หรือนายอำเภอเมืองขอนแก่น ในฐานะผู้กำกับดูแลตามกฎหมายทราบถึงกรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 มีคำสั่งประทับรับฟ้อง ตามนัยหนังสือกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ น. 826/2482 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2482 และเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม และ/หรือจงใจปกปิดข้อเท็จจริงไม่รายงานการถูกฟ้องคดีอาญาให้ผู้กำกับดูแลตามกฎหมายทราบ อีกทั้ง เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 มีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้พิจารณา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 นาย อ. นายกเทศมนตรีตำบลสำราญ ก็ไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามผลของกฎหมาย ตามนัยมาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 แต่อย่างใด ถึงแม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าอำเภอเมืองขอนแก่น ได้มีหนังสือ ลับ ที่ ขก 0023.7/115 ลงวันที่ 20 กันยายน 2567 แจ้งให้นาย อ. หยุดปฏิบัติหน้าที่ และนาย อ. ได้ลงนามรับทราบการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 เวลา 11.30 น. และได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีในวันเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อนับระยะเวลาที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 มีคำสั่งประทับรับฟ้อง คือวันที่ 4 มีนาคม 2567 จนถึงวันที่นาย อ. หยุดปฏิบัติหน้าที่ คือวันที่ 24 กันยายน 2567 รวมแล้วเป็นระยะเวลานานกว่า 204 วัน จึงเห็นได้ชัดว่าพฤติการณ์ดังกล่าวของนาย อ. เป็นการจงใจประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย โดยไม่มีเหตุอันควรลดหย่อนโทษ เป็นเหตุให้นาย อ. นายกเทศมนตรีตำบลสำราญ ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลสำราญตามระเบียบข้อกฎหมาย แนวทางปฏิบัติ จังหวัดขอนแก่นจึงเห็นพ้องด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน ประกอบความเห็นของนายอำเภอเมืองขอนแก่น
ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยถูกต้องตามกฎหมาย จึงอาศัยอำนาจตามนัยมาตรา 73/1 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562 ประกอบข้อ 37 วรรคสอง ของกฎกระทรวงการสอบสวนผู้ดำรงตำแหน่งบางตำแหน่งในเทศบาล พ.ศ.2563 สั่งให้นาย อ. พ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลสำราญ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นมีคำสั่ง ประกอบกับปัจจุบันคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีประกาศ เรื่อง ผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลสำราญ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ปรากฏว่า นาย อ. ผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง กรณีจึงเป็นการดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นอันเป็นผลจากการเลือกตั้งต่างวาระ ส่งผลให้นาย อ.ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรี ตำบลสำราญ ในวาระปัจจุบันด้วย และให้ถือว่าวันที่สั่งให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวเป็นวันเริ่มนับระยะเวลาต้องห้ามการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา 73/1 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562
อนึ่ง การโต้แย้งคำสั่งนี้ให้ทำเป็นคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครอง หรือส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังศาลปกครอง ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งนี้ ตามนัยมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 25 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2568

