ตำรวจภูธรภาค 3 พร้อมตั้งศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ผู้ได้ผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมเดินหน้าตั้งคณะทำงานรวบรวมหลักฐานเอาผิดผู้ก่อเหตุไว้แล้ว
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ที่มีการพิจารณาเรื่องการดำเนินคดีตามกฎหมายฟ้องร้องกัมพูชาและผู้นำ กรณีใช้กำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ในการคุกคามอธิปไตยของไทย โดยได้สั่งการให้หน่วยราชการติดตามข่าวสารและประสานงานกันอย่างมีเอกภาพ โดยเฉพาะในเรื่องข่าวสารที่สร้างความสับสนและความเข้าใจผิดให้กับพี่น้องประชาชน และฝ่ายกฎหมายได้พิจารณามอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เป็นศูนย์รวมในการรับเรื่องราวร้องทุกข์กรณีที่กระทบต่อทรัพย์สินจากพี่น้องประชาชนและหน่วยราชการต่างๆ เพื่อทำการร้องเรียนส่งอัยการสูงสุด

ซึ่งในส่วนตำรวจภูธรภาค 3 พล.ต.ต.ระพีพงษ์ สุขไพบูลย์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เปิดเผยว่า พลตำรวจโทวัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ได้มอบหมายงานให้ตน และพล.ต.ต.ประสงค์ เรืองเดช รองจเรตำรวจ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 กำกับดูแลในเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ทางตำรวจภูธรภาค 3 ได้แต่งตั้งคณะทำงาน โดยเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับความมั่นคงและความไม่สงบตั้งแต่มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา เพราะมีทหาร พลเรือน เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมไปถึงสัตว์เลี้ยง และบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง อาคาร สถานที่ราชการ ได้รับความเสียหาย ซึ่งใน 4 จังหวัดที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะโรงพักที่ชายแดน ตั้งแต่ จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี ที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 3 ทางผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดทั้ง 4 จังหวัดนี้ ก็ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนตั้งแต่วันเกิดเหตุเป็นต้นมา ซึ่งการแต่งตั้งคณะทำงานให้ดำเนินการไปล่วงหน้านี้ ก็จะสอดรับกับนโยบายที่นายภูมิธรรม ที่ได้มีดำริให้ตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ฯ พอดี

ซึ่งเมื่อวัน 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา ตนได้เข้าร่วมประชุมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้มีการดำเนินคดีในความผิดที่เกิดขึ้น แม้ว่าผู้ก่อเหตุจะอยู่ต่างประเทศ แต่เหตุความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเกิดในประเทศไทย บริบทการทำงานของคณะทำงานในศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ฯ จะมีหน้าที่รวบรวมหลักฐาน ทำการสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว และเนื่องจากเป็นคดีความมั่นคง ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีข้อสั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 3 ตั้งคณะทำงานขึ้นมา ทั้งในส่วนของตำรวจภูธรภาค 3 และตำรวจภูธรจังหวัด โดยดึงคณะทำงานระดับ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 จะมี 2 คน รวมไปถึง ผู้บังคับการฯ , รองผู้บังคับการฯ , ผู้การฯ และรองผู้การฯ ทั้งในส่วนของสืบสวนสอบสวนภาค 3 , ผู้บังคับการกฎหมายและคดี ตำรวจภูธรภาค 3 และผู้เชี่ยวชาญในคดีความมั่นคง เป็นคณะทำงานดำเนินงานรวบรวมพยานหลักฐานด้วยความละเอียดรอบคอบ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย เอาผิดกับผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในครั้งนี้

สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา มีการตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานมาอย่างต่อเนื่องและมีความคืบหน้าไปอย่างมาก ถึงแม้ผู้เสียหายหลายรายจะไม่ได้ที่บ้านเรือนขณะเกิดเหตุ คณะทำงานที่ตั้งขึ้นมาของทุกจังหวัดได้ไปสอบปากคำครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิต รวมถึงสอบปากคำผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บ เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการร้องทุกข์กล่าวโทษ
นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมวัตถุพยาน เช่น ระเบิดที่มีการเก็บกู้และตรวจสอบโดยหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด หรือชุด EOD ทั้งของสรรพาวุธ ทหารบก ตำรวจ และ ตชด. เมื่อเก็บกู้เสร็จ ทำเป็นพื้นที่ปลอดภัย จะมีเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานของสำนักงานพิสูจน์หลักฐานของแต่ละจังหวัด สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้ามาเก็บวัตถุพยานในที่เกิดเหตุและตรวจสอบอย่างละเอียดร่วมกับพนักงานสอบสวน และอัยการ เพื่อนำไปประกอบสำนวนเป็นคดีอาญา ซึ่งทุกขั้นตอนดำเนินไปตามกฎหมาย
โดยคณะทำงานของศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ฯ ที่จะจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ คาดว่าน่าจะดูแลเรื่องการให้ความช่วยเหลือร่วมกับทางจังหวัดด้วย ส่วนเรื่องข้อมูลหลักฐานที่คณะทำงานของแต่ละจังหวัดได้เก็บรวบรวมไว้นี้ ทางศูนย์ฯ สามารถจะนำไปประกอบเป็นหลักฐานได้ด้วย เพื่อเอาผิดกับผู้ที่ก่อเหตุ เพราะแนวทางดำเนินงานของคณะทำงานแต่ละจังหวัดสอดรับกับแนวทางการทำงานของศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ฯ ที่จะจัดขึ้นอยู่แล้ว แต่ทั้งต้องรอคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรและรอความชัดเจนในรายละเอียดอีกที

