หน้าแรก ภูมิภาค ‘ปลาตาก...

‘ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงคราม’ งานวิจัยสะท้อนชีวิต-ภูมิปัญญา เชื่อมวิถีคนกับพื้นที่ชุ่มน้ำโลก

27.08.25 | 15:01 น.

‘ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงคราม’
งานวิจัยสะท้อนชีวิต-ภูมิปัญญา
เชื่อมวิถีคนกับพื้นที่ชุ่มน้ำโลก


ลำน้ำสงครามที่ทอดยาวไหลผ่าน อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นเลือดหล่อเลี้ยงชุมชนลุ่มนี้มาอย่างยาวนาน หากยังเป็น “แรมซาร์ไซต์” พื้นที่ชุ่มน้ำโลกที่ 15 ของประเทศไทย ที่อุดมด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งสัตว์น้ำ พืชพรรณ และระบบนิเวศที่เกื้อหนุนผู้คนมาหลายชั่วอายุคน

เสียงเรือหางยาวแล่นแหวกผิวน้ำ ปลายแหถูกฟาดลงกลางลำน้ำ เป็นภาพคุ้นตา ของวิถีชาวประมงพื้นบ้านยังคงดำเนินควบคู่ไปกับทำนา อาชีพหลักของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่นี้ บางชุมชนอย่างปากยาม ท่าบ่อ และยางงอย การหาปลาคือหัวใจของการยังชีพ จากปลาสดในยามเช้า สู่ “ปลาตากแห้ง” ที่แขวนห้อยเรียงรายบนราวไม้ไผ่ในยามบ่าย เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาที่แปรวิถีชีวิตสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจของคนในชุมชน

จากงานวิจัยเพื่อชุมชน: จากปลาสดสู่ปลาตากแห้ง ซึ่งมี ผศ.ดร.นุชรัตน์ มังคละคีรี หัวหน้าโครงการวิจัย “การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของห่วงโซ่อุปทานปลาตากแห้งน้ำสงครามตอนล่าง” ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองส่งเสริม ววน.) และ บพท. เล่าว่า งานวิจัยนี้ไม่ได้ทำเพื่อเป็นตัวเลขในรายงาน แต่คือการ “ลงไปคุยกับชาวบ้าน” เพื่อแก้ปัญหาที่แท้จริง

Advertisement

“สิ่งที่คณะวิจัยได้เห็นคือ ปลาสดที่ควรเป็นวัตถุดิบกลับไหลออกไปสู่พ่อค้าคนกลาง พร้อมนำพารายได้ของชุมชนหายไปด้วย เราเลยคุยกับ 5 พื้นที่ ได้แก่ ปากยาม สามผง ท่าบ่อ ยางงอย และศรีเวินชัย เพื่อจัดตั้งตลาดปลาสดของตัวเอง ให้ปลาที่จับได้หมุนเวียนสร้างรายได้ในพื้นที่ และนำมาแปรรูปต่อยอดเป็นปลาตากแห้ง ผลคือ เกิดกลไกรวบรวมผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการในแต่ละชุมชน พร้อมหาช่องทางตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยยังคงย้ำหลักการสำคัญว่า “ปลาที่ขายต้องมาจากน้ำสงครามเท่านั้น” เพราะเอกลักษณ์ของปลาที่นี่คือ รสชาติไม่คาว ไร้กลิ่นโคลน

 

ความห่วงใยที่มากกว่ารายได้ งานวิจัยนี้ไม่เพียงแต่สร้างตลาด หากยังวางรากฐานของการอนุรักษ์ไว้ด้วย ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า จะหักรายได้ 1% คืนกลับไปเป็นกองทุนอนุรักษ์พันธุ์ปลาเพื่อไม่ให้การจับปลาเกินขีดสมดุลการสำรวจพันธุ์ปลาครั้งล่าสุดยังสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลง ในปี 2540 เคยมีการบันทึกไว้ถึง 148 ชนิด แต่การสำรวจในปีล่าสุด พบเพียง 98 ชนิด แม้จำนวนจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ชุมชนไม่อาจเพิกเฉย

จากการบอกเล่าของ “แม่แบม-แม่บึ้ม” ครอบครัวที่ปรับบริเวณบ้านไม้ ในพื้นที่ชุมชนยางงอย เป็นโรงงานแปรรูปปลาสดขนาดย่อมของครอบครัว นำปลาสดที่เพิ่งชำแหละมาล้าง 2-3 รอบ ก่อนคลุกเคล้าเกลือสินเธาว์เก่าแก่จากบึงกาฬที่ผ่านมากรรมวิธีผลิตเกลือคุณภาพซึ่งต้องต้มนานกว่า 12 ชั่วโมง แล้วพักไว้หนึ่งคืนก่อนนำไปตากแดดแรงสองวันเต็ม ทำให้ได้ปลาตากแห้งเนื้อออกสีทองอ่อน มีกลิ่นหอม ไม่คาว และไม่ใส่ผงชูรส คือรสแท้จากธรรมชาติที่ถ่ายทอดต่อกันมา

ด้านนักวิจัยเล่าอีกว่า ความพยายามของชุมชนและนักวิจัยไม่ได้หยุดอยู่เพียงในหมู่บ้าน ที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ปลาตากแห้งน้ำสงครามยังได้ไปจัดแสดงในงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) ปี 2567 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทำให้เรื่องเล่าของสายน้ำเล็กๆ แห่งนี้ก้าวไปสู่เวทีสากล สะท้อนวิถีชีวิตกับการอนุรักษ์ ปลาตากแห้งจากลุ่มน้ำสงครามไม่ใช่แค่สินค้า หากแต่เป็นตัวแทนของความพยายามรักษาสมดุลระหว่าง “การยังชีพ” กับ “การอนุรักษ์” ทุกเกล็ดปลา ทุกแดดที่ตาก คือตัวตนของชุมชนที่ผูกพันกับแม่น้ำสายนี้มาเนิ่นนาน และกำลังหาทางให้มันดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน

“จากครัวชาวบ้านสู่ครัวไฟน์ไดนิ่ง สิ่งที่น่าทึ่งคือ จากปลาตากแห้งที่ชาวบ้านทำกันมานาน ขณะนี้ถูกต่อยอดด้วยงานวิจัย จนเกิดเป็นเมนูอาหารที่ไม่แพ้ครัวระดับไฟน์ไดนิ่ง อาทิ “ปลาแห้งผลไม้รวม จากปลาปีกไก่” เนื้อปลาแห้งเค็มน้อย คลุกเคล้ากับผลไม้รสหวานอมเปรี้ยว กลายเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่สร้างรสสัมผัสแปลกใหม่ หรือ “ข้าวผัดพริกแกงปลารากกล้วย” ปลารากกล้วยตากแห้งถูกฉีกเป็นเส้น คลุกเคล้ากับข้าวร้อนๆ และเครื่องแกงพื้นบ้าน กลิ่นหอมพริกแกงกับเนื้อปลากรุบหนึบ กลายเป็นจานที่คนเมืองต้องเหลียวมอง

เมนูเหล่านี้สะท้อนว่า “วิถีบ้านนา” สามารถยกระดับสู่ “ครัวโลก” ได้ หากได้รับการต่อยอดอย่างเหมาะสมรสชาติที่ไม่ใช่แค่ความอร่อย ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงครามจึงไม่ใช่เพียงอาหาร แต่เป็นเรื่องราวของคนที่หวงแหนสายน้ำ เป็นรสชาติของการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างธรรมชาติและการยังชีพ ทุกชิ้นปลาที่แห้งกรอบบนราวไม้ไผ่ ไม่เพียงแต่หอมแดด หอมเกลือ หากยังหอมความทรงจำของบ้านเกิด และเป็นสัญลักษณ์ว่าลุ่มน้ำสงครามจะยังคงหล่อเลี้ยงผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าต่อไป”

ดังนั้น เรื่องราวของ “ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงคราม” ไม่ได้สะท้อนเพียงภาพของอาหารพื้นบ้าน แต่คือกระจกสะท้อนความผูกพันระหว่างคนกับสายน้ำ และการพัฒนาที่ก้าวไปพร้อมกับการรักษาภูมิปัญญาเดิม จากอดีตที่ปลาสดจำนวนมากไหลออกสู่พ่อค้าคนกลาง วันนี้งานวิจัยเข้ามาสร้างระบบตลาดใหม่ ทำให้รายได้หมุนเวียนกลับมาสู่ครอบครัวชาวประมงโดยตรง เกิดการจัดการร่วมกันระหว่าง 5 พื้นที่ พร้อมทั้งมีการคืนกำไรบางส่วนไปยัง “กองทุนอนุรักษ์พันธุ์ปลา” เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ เหนือสิ่งอื่นใด การกลับมาของคนรุ่นใหม่อีกหลายคน เป็นสัญญาณว่าบ้านเกิดยังมีคุณค่า และสามารถเป็นแหล่งทำมาหากินที่มั่นคงได้ ความรู้สมัยใหม่และภูมิปัญญาเก่าจึงถักทอเป็นพลังใหม่ของชุมชน

จากราวไม้ไผ่หน้าบ้าน สู่เวทีแสดงสินค้าในกรุงเทพฯ และต่อยอดเป็นเมนู fine dining ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้บริโภค ปลาตากแห้งแห่งลุ่มน้ำสงครามกำลังพิสูจน์ว่า หากชุมชนเชื่อมั่นในทุนวัฒนธรรมและทรัพยากรของตนเอง สิ่งเล็กๆ ก็สามารถเติบใหญ่ และก้าวไปไกลในระดับโลกได้

“รสชาติปลาตากแห้ง” ไม่ได้หอมเพียงแดดและเกลือ แต่หอมหวานด้วยความหวังของชุมชนที่เลือกจะเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับสายน้ำสงคราม