นักวิชาการมอง ’อิ๊งค์’ ไปต่อหรือพอแค่นี้ ’เพื่อไทย’ ยังเดินหน้าต่อ รอโอกาสพร้อมยุบสภา กลางปี 69
จากกรณีในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ตามที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องต่อศาลขอให้มีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 ประกอบมาตรา 180(4) และ (5) หรือไม่ ในกรณีคลิปเสียงการสนทนาระหว่างน.ส.แพทองธาร (ผู้ถูกร้อง) กับ สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒสภาแห่งกัมพูชา
ต่อกรณีดังกล่าว ผศ.นพพร ขุนค้า อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวในเรื่องนี้ว่า ฉากทัศน์ของรัฐบาลเพื่อไทย หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ต้องรอลุ้นกันต่อไปในวันที่ 29 สิงหาคม ซึ่งเสียงส่วนใหญ่จากทั้งหมด 9 เสียงจะออกไปในทิศทางใด เป็นความไม่แน่นอนทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้
ปัญหาใหญ่อยู่ที่ต้นตอ คือ เราไม่ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าอะไร คือ ไม่ซื่อสัตย์สุจริต อะไร คือ จริยธรรมคุณธรรม โดยไปเขียนให้ดุลพินิจตุลาการ ซึ่งต้องลุ้นกันว่า การที่นายกรัฐมนตรีคุยกับสมเด็จฯฮุนเซ็น การพูดว่า “อยากได้อะไรก็บอกมา แม่ทัพภาคที่ 2 ไม่ใช่พวกเรา” ตุลาการท่านจะมองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายไม่ซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่ มันจึงเป็นปัญหาที่ต้นเหตุ ที่ต้องพูดถึงต้นเหตุก่อนว่า การที่เราเขียนกฎหมายให้จะต้องตีความ และต้องใช้ดุลยพินิจของคนตัดสิน มันจึงเกิดความไม่แน่นอน
เมื่อกฎหมายนั้นเกี่ยวพันกับสถาบันทางการเมือง เกี่ยวพันกับรัฐบาล หรือเกี่ยวพันกับตัว ส.ส. รัฐสภา และ สว. เราก็ต้องมานั่งลุ้นกัน ฉะนั้นวันที่ 29 สิงหาคม ต้องมารอลุ้นคำวินิจฉัยว่า เสียงส่วนใหญ่ของตุลาการท่านจะให้นายกแพทองธารไปต่อ หรือ ต้องตกเก้าอี้ตามรอยคุณสมัคร สุนทรเวช คุณเศรษฐา ทวีสิน เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ และจะมีเพียงการคาดคะเน หรือ การอนุมาน ที่หลายคนบอกว่ารอดเท่านั้นเท่านี้ บางคนก็อาจบอกว่าแบบนี้ไม่รอดแน่
แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะไม่ถึงทางตัน เพราะหากนายกอิ๊งค์ไปต่อ ก็กลับมาทำงาน ส่วนการเมืองนอกสภาก็ต้องมาดูว่าม็อบจุดติดหรือไม่ และมีเหตุผลเพียงพอในการทำลายความชอบธรรมต่อตัวนายกฯ หรือไม่ แต่หากไม่ได้ไปต่อ หรือนายกฯตกเก้าอี้ ก็จะเป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) รักษาการณ์ เพื่อให้สภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตามแคนดิเดดของพรรคการเมืองที่มีเสียงไม่น้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวน ส.ส. 500 คน โดยแคนดิเดตยังเหลือ ศ.พิเศษชัยเกษม นิติสิริ คุณพีรพันธ์ สาลีรัฐวิภาค และ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ส่วนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ 2 คนนี้ขอตัดออกเลย เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ท่านก็คงไม่ลงมาเล่นการเมืองแล้ว
ส่วนพลเอกประวิทย์นั้น มีปัญหาที่จะต้องตีความ เพราะพรรคพลังประชารัฐมีจำนวน ส.ส.ไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ หรือ 25 คน ณ ปัจจุบันนี้ แต่ยังเชื่อลึกๆ ว่าเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลชุดนี้ จะไม่ปล่อยตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้หลุดไปจากพรรคของตัวเองแน่นอน โดยไพ่ใบสุดท้าย คือ ศ.พิเศษชัยเกษม นิติสิริ จะถูกนำมาเป็นตัวเลือก
และยังเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาล ยังมีความกลมเกลียวเหนียวแน่นกันดี เพราะว่าสถานการณ์แบบนี้ เขายังไม่พร้อมจะเลือกตั้ง ก็ต้องดันให้ไปกันต่อ เพื่อให้มีการใช้งบประมาณปี 2569 ให้ประชาชนเห็นผลงานบ้าง แล้วค่อยหาทางลง เช่น การยุบสภา ซึ่งค่อยว่ากันอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นมองว่าวันที่ 29 สิงหาคมนี้ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร จะไม่ถึงขั้นเป็นทางตันทางการเมืองไทย
ส่วนเรื่องจะอยู่ให้ครบเทอมหรือไม่นั้น ขอตัดออกไปเลย ในวันนี้เขาต้องประคองไปเพื่อให้มีผลงานให้ประชาชนได้เห็น เช่น พ.ร.บ.ตั๋วร่วม สุดท้ายก็ผ่านสภาได้แม้จะทุลักทุเล หากเขาไปต่อได้ เขาก็คงจะหาโอกาสอันดีที่จะยุบสภาเมื่อเห็นว่าได้เปรียบ แต่หากไปต่อไม่ได้ ก็ต้องโหวตนายกฯ ใหม่ จึงต้องประคองกันไปและหาจังหวะดีๆ และเชื่อว่าสุดท้ายเขาก็ต้องยุบสภา เพียงแต่รอหาจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้น ซึ่งจะยังคงไม่เกิดขึ้นภายในปีนี้ แต่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2569 แต่ยังมีข้อกังวลที่น่าเป็นห่วง คือ การเมืองนอกสภา
หากคำวินิจฉัยไม่ถูกใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะฝ่ายที่ต้องการขับไล่นายกฯ จะปลุกระดมคนมาขับไล่
ขณะนี้มีทั้งศึกนอกศึกใน ทั้งปัญหาชายแดนระหว่างไทยกัมพูชา เรื่องสงครามทางการค้าและเศรษฐกิจต่างๆ ระหว่างประเทศ จึงไม่อยากเห็นศึกในที่จะทำให้การเมืองมีปัญหา และผลสุดท้ายจะตกแก่ประชาชนทุกคน
จึงอยากฝากไว้ว่า ถ้าหากนายกจะไปต่อหรือไม่ ก็ขอให้เป็นไปตามกติกาของรัฐธรรมนูญ
แม้ส่วนตัวจะไม่เห็นด้วยกับหลักการหลายอย่างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ตาม แต่เมื่อยังคงใช้อยู่ เราก็ต้องเคารพกฎหมาย ฉะนั้นแล้วขอให้ทุกฝ่ายอย่าใช้วิถีนอกกติกาอย่างอื่นเข้ามาในการปกครองประเทศ ขอให้เคารพคำวินิจฉัยของศาล รธน. แม้ว่าจะถูกใจหรือไม่ก็ตาม

