‘สวนไผ่ซางหม่น’ลดโลกร้อน วัดดัง’เมืองแม่กลอง’ผลักดัน เพิ่มพื้นที่สีเขียว-สร้างอาชีพชาวบ้าน
จังหวัดสมุทรสงคราม นอกจากเป็นพื้นที่เมืองสามน้ำที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกผลไม้ที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ภาคกลาง ผลผลิตจากสวนแม่กลองที่รู้จักกันโดยทั่วไป มีทั้ง ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่สมุทรสงคราม ส้มโอผลใหญ่ที่ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ขึ้นชื่อเรื่องเนื้อแน่น รสชาติ หวานอมเปรี้ยว ลิ้นจี่พันธุ์ค่อมรูปหัวใจ รสชาติหอมหวาน ตลอดจนยังมีสวนมะพร้าว ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำตาลมะพร้าวดั้งเดิมที่สำคัญของลุ่มน้ำแม่กลอง เป็นน้ำตาลมะพร้าวแท้คุณภาพสูงที่นิยมนำมาประกอบอาหารและทำขนม
ขณะเดียวกัน จังหวัดนี้ยังเป็นพื้นที่ที่ใช้ไม้ไผ่มากที่สุดของประเทศ ทั้งการใช้ประโยชน์ในงานโครงสร้างอาคาร บ้านเรือน นำมาแปรรูปทำเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ เครื่องจักสานต่างๆ อาทิ ตะกร้า เข่ง ภาชนะใส่ของ หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ไม้จิ้มฟัน ตะเกียบ ไม้เสียบอาหาร และเครื่องใช้หลายชนิด ทำให้ปัจจุบัน เริ่มมีการเพาะปลูกต้นไผ่ซางหม่น เพื่อนำแปรรูปเป็นเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ

“พระราชภาวนาวชิราจารย์ วิ.” เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสงคราม เจ้าอาวาสวัดประดู่ พระอารามหลวง ต.วัดประดู่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ผู้ดำริให้แจกจ่ายพันธุ์ต้นไผ่ซางหม่นไปปลูกในพื้นที่ กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันโลกประสบปัญหาสภาวะโลกร้อน ทำให้ทุกภาคส่วนกำลังช่วยกันหาวิธีทำให้อากาศเย็นขึ้น ลดภาวะโลกร้อน ประกอบกับที่ผ่านมาในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คณะสงฆ์จังหวัดสมุทรสงครามได้ลงพื้นที่ไปแจกของปันสุขให้ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ซึ่งในช่วงเดินทางอากาศร้อนมาก อาตมาได้แวะพักที่วัดแห่งหนึ่ง ได้เดินผ่านกอไผ่ รู้สึกเย็นและชื่นใจ เมื่อเดินผ่านพ้นกอไผ่ สภาพอากาศร้อนอบอ้าวเหมือนเดิม จึงมีความคิดว่าต้นไผ่ช่วยทำให้อากาศร่มเย็น ถ้ามีโอกาส จะปลูกต้นไผ่ให้มากที่สุด จึงเริ่มศึกษาหาข้อมูลจนทราบว่าจังหวัดสมุทรสงครามเป็นจังหวัดที่มีการใช้ไม้ไผ่มากที่สุดของประเทศ นำมาใช้ในภาคเกษตร ประมง รวมทั้งงานก่อสร้างต่างๆ เป็นต้น จึงต้องการคืนไผ่ให้กับป่า ลดภาวะโลกร้อน และตั้งใจจะปลูกไผ่ทั่วจังหวัดสมุทรสงคราม
“ได้ปรึกษาหารือเกษตรอำเภออัมพวา จากนั้นจัดทำโครงการปลูกไผ่ 1 หมู่บ้าน 1 กอไผ่ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา โดยแจกไผ่ซางหม่นให้กับประชาชน 7,300 ต้น กระจายกันไปปลูกทั้งจังหวัดสมุทรสงคราม หากเป็นไปได้อยากรณรงค์ให้ปลูกกันทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากจะให้ความร่มเย็นลดภาวะโลกร้อนแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อชุมชน สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน ถือเป็นงานด้านสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ที่ช่วยเหลือและพัฒนาสังคม ภายใต้แนวคิด “พระสงฆ์ไม่ทิ้งประชาชน”

ด้าน “ประสิทธิ์ สิงห์ชา” เกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า ไผ่ที่มีการปลูกเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม และเป็นพืชทางเลือกที่เป็นที่นิยมในตอนนี้ คือ ไผ่ซางหม่น หรือไผ่นวลราชินี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dendrocalamus sericeus Munro เป็นพืชวงศ์เดียวกับหญ้า (Graminceae) แต่แยกวงศ์ย่อยลงมาอีกเป็น Bambusoideae ไผ่ซางหม่นเป็นไผ่สายพันธุ์พื้นเมืองที่พบมากในพื้นที่ภาคเหนือ ด้วยลักษณะพิเศษที่เจริญเติบโตได้เร็ว ลำต้นมีขนาดใหญ่สม่ำเสมอตรงตามธรรมชาติ แข็งแรง เนื้อไม้หนา กิ่งแขนงน้อย สูงประมาณ 25-30 เมตร สามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดทั้งลำในการแปรรูป จึงทำให้เกษตรกรนิยมปลูกเพื่อจำหน่าย หรือใช้งาน
“สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงครามได้ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไผ่ซางหม่น โดยได้รับการสนับสนุนจากพระราชภาวนาวชิราจารย์ วิ. เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสงคราม เจ้าอาวาสวัดประดู่ พระอารามหลวง ตามโครงการปลูกไผ่ 1 หมู่บ้าน 1 กอไผ่ เฉลิมพระเกียรติ 7,300 ต้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระชนมายุครบ 73 พรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในจังหวัดสมุทรสงคราม ส่งเสริมการปลูกไผ่ซึ่งเป็นพืชที่มีคุณค่าด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างจิตสำนึกและความตระหนักรู้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก่ประชาชนและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม และเพื่อสนับสนุนนโยบายลดโลกร้อน”

ขณะที่ “สุพรรณ์ สมหมาย” เกษตรอำเภออัมพวา (รูปที่ 10 ถ่ายในห้องประชุม) กล่าวว่า ไผ่ซางหม่นเป็นไผ่ที่มีลำต้นตั้งตรง สามารถปลูกร่วมกับต้นพืชชนิดอื่นได้ ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ สามารถใช้ทุกส่วนของไผ่ ไม่ว่าจะเป็นราก หน่อ ลำต้น ใบ ปลายยอดของใบที่ออกใหม่ ชันโรงเก็บน้ำหวานได้, น้ำจากต้นไผ่มีความเป็นด่าง สามารถชะล้างสารพิษได้ หรือแม้แต่ในสวนไผ่ก็สามารถลดอุณหภูมิได้ 3-5 องศาเซลเซียส จึงสามารถช่วยลดอุณหภูมิของโลก ช่วยลดปัญหา PM2.5 ได้ จึงเลือกไผ่ซางหม่นมาปลูก และส่งเสริมเกษตรกรปลูกแซมในพื้นที่
“จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นจังหวัดที่ปลูกไม้ผลหลายชนิด ทั้งกล้วย ส้มแก้ว ส้มโอ ลิ้นจี่ มะพร้าว และทำประมง ซึ่งต้องใช้ไม้ไผ่จำนวนมาก แต่ไม่มีแหล่งผลิต และต้องนำเข้ามาจากจังหวัดอื่นๆ พื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้นการส่งเสริมการปลูกไผ่ซางหม่น จะทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้”
ยิ่งไปกว่านั้น ยังช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่อีกทางหนึ่งด้วย


