‘สามล้อถีบ’ตำนานที่ยังมีลมหายใจ
นำเที่ยว-ชมโบราณสถาน’กรุงเก่า’
ปัจจุบันบรรยากาศการท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังคงมีนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ นิยมเดินทางมาท่องเที่ยว ไหว้พระทำบุญ และชมโบราณสถานอย่างต่อเนื่อง ด้วยเป็นแหล่งมรดกโลก แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่เกาะเมืองอยุธยา อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมโบราณสถาน ร่องรอยประวัติที่รุ่งเรืองในอดีต ไหว้พระทำบุญ บ้างก็แต่งกายย้อนยุคในชุดไทยโบราณเพื่อย้อนบรรยากาศไทยๆ ในอดีต อีกกิจกรรมที่ได้รับความนิยม นักท่องเที่ยวบางส่วนเที่ยวชมโบราณสถานโดยเช่ารถจักรยานปั่นท่องเที่ยว เช่ารถจักรยานยนต์ นั่งช้าง และนั่งรถตุ๊กตุ๊กหน้ากบที่เป็นเอกลักลักษณ์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะเดียวกันที่หน้าวิหารพระมงคลบพิตร ยังมีรถสามล้อถีบ 3 คัน ผู้ขับขี่เจ้าของรถสามล้อถีบล้วนเป็นผู้สูงวัยที่ยังมีร่างกายแข็งแรงและกระตือรือร้น คือ “เฉลิม อ่อนโยน” หรือคุณตาเฉลิม วัย 86 ปี พร้อมเพื่อนสามล้อถีบ วัย 60 ปลายๆ นั่งอยู่กับสามล้อถีบคู่ใจรอให้บริการนักท่องเที่ยว
คุณตาเฉลิมเล่าว่า ตอนนี้เหลือสามล้อถีบที่ยังประกอบอาชีพในพื้นที่ของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาอยู่ 3 คัน แต่ละคนอายุมากกันหมดแล้ว ส่วนตัวอายุ 86 ปี เพื่อนร่วมอาชีพอีก 2 คนอายุเกิน 60 ปี ถือเป็นวัยเกษียณแล้ว โดยไม่มีรุ่นลูกหรือรุ่นหลานมารับช่วงสืบทอดต่อกันแล้ว ขณะที่เพื่อนๆ สามล้อถีบหลายๆ คันต่างล้มหายตายจากไป บางคนเลิกถีบสามล้อไปแล้วเพราะสังขารสู้ไม่ไหว
“ทุกวันนี้เหลือสามล้อถีบเพียง 3 คันที่ออกมาให้บริการนักท่องเที่ยวเพื่อหารายได้ และถือเป็นการออกกำลังกาย ดีกว่านั่งอยู่บ้าน และเพื่อเป็นการอนุรักษ์สามล้อถีบอยุธยาไว้ สามล้อถีบเราพานักท่องเที่ยวที่เขาไปไม่ถึง เราสามารถพาเขาไปได้ ตามวัด โบราณสถานต่างๆ ให้เวลาแทบไม่จำกัด ให้ถ่ายภาพได้อย่างสบายใจ ไปได้ทุกวัน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต่างชอบใจ
รู้สึกภูมิใจที่ยังคงมีอาชีพสามล้อถีบ ที่ผ่านมาเคยมีคนมาขอซื้อราคา 15,000 บาท แต่เราก็ไม่ยอมขาย อยากจะเก็บเอาไว้ เพราะสามล้อคันนี้ เป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองมาจนโต ถีบรถสามล้อถีบรับจ้างมาตั้งแต่อายุ 12 ปีจนถึงปัจจุบัน สมัยนั้นมีแต่ป่า ยังนั่งบนอานเบาะไม่ได้เพราะถีบไม่ถึง ต้องนั่งบนคานเหล็กตัวถัง เจ็บก้นไปหมด ช่วงนั้นยังต้องเช่าเลย แต่เขาเห็นเป็นเด็กเลยไม่เก็บค่าเช่า จนโตมานั่งบนเบาะได้ สมัยก่อนคนนิยมนั่งสามล้อถีบมากๆ โดยชาวบ้านจะใช้บริการเดินทางไปตลาดไปทำธุระ เพราะสมัยนั้นรถยนต์รถจักรยานยนต์ หรือมอเตอร์ไซด์ยังไม่ค่อยมี แต่มีสามล้อถีบเป็นร้อยคัน โดยเป็นวินสามล้อถีบหลายวินทั่วอยุธยา แต่ตอนนี้เลือนหายไปหมดแล้ว เพราะการเดินทางสะดวก มีรถจักรยานยนต์ มีรถยนต์ใช้กัน มีรถสาธารณะมาให้บริการ”
คุณตาเฉลิมกล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีรายได้ประมาณวันละ 100-200 พอได้ใช้จ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าข้าว ดีที่ไม่ได้เช่ารถ ไม่ต้องผ่อนรถ ถึงวันนี้จะยังคงถีบสามล้อต่อไปจนกว่าจะถีบไม่ไหว หรือจากไป ถ้าถีบรถไม่ไหวก็นำรถสามล้อมาจอดโชว์ เพื่อบอกลูกบอกหลานไว้ แต่ถ้าถึงวันที่จากไปคงต้องแล้วแต่ลูกหลาน
“อยากเชิญชวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางที่เที่ยวเกาะเมืองกรุงเก่า ชวนมาสัมผัสบรรยากาศการท่องเที่ยว นั่งสามล้อถีบชมโบราณสถานไหว้พระขอพร มาใช้บริการได้ที่ลานจอดรถ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ด้านหน้าวิหารพระมงคลบพิตร ตั้งแต่ 08.00-17.00 น.
ด้วยสนนราคากันเอง เที่ยววัดไหว้พระ 5-6 วัด 300 บาท ถ้าเที่ยวเดียว 40 บาท นั่ง 2 คน หรือตามระยะทาง หรือโทรสอบถามก่อน ที่ โทร 09-6447-8413”
ปัจจุบัน เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ท้องถิ่นที่ดูแลพื้นที่เกาะเมืองอยุธยา โดย “ว่าที่ร้อยตรี สมทรง สรรพโกศลกุล” นายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ลงมาช่วยเหลือดูแลสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยวและมาดูแลลุงนักปั่น โดยทำเสื้อทีม ทำโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ ส่วนราคาบริการถูกมาก นั่งชมรอบเมือง 6 วัด เพียง 300 บาท ถ้าเที่ยวเดียว 40 บาท เป็นการบริการที่ย้อนอดีตไปเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว อยากให้คนที่มาเที่ยวอยุธยาได้มาสัมผัสกัน
ส่วนเสียงสะท้อนจากขาประจำผู้ใช้บริการสามล้อถีบ “บุญเชิด ศิริยศ” ชาวอยุธยา เปิดเผยว่า รู้สึกน่าเสียดายที่ปัจจุบันรถสามล้อถีบโบราณเหลือเพียงแค่ 3 คันสุดท้าย ในฐานะคนอยุธยาที่ใช้บริการเป็นประจำ บางครั้งจะชักชวนเพื่อนๆ ที่กรุงเทพฯหรือต่างจังหวัดมานั่งสามล้อถีบเที่ยวชมโบราณสถานเป็นประจำ เพื่ออุดหนุนและส่งเสริมให้ยังอยู่คู่กับชาวอยุธยาต่อไป
“น่าเสียดาย สามล้อถีบรุ่นนี้น่าจะเป็นรุ่นสุดท้ายแล้วของอยุธยา เพราะคุณลุงนักปั่นล้วนอายุมากแล้วทุกคน แต่ท่านก็ยังมีแรงปั่น จากการพูดคุย ทุกท่านมักบอกเสมอว่าใจยังสู้ ยังปั่นเพื่อครอบครัว”
หากมีโอกาสแวะเวียนมาเที่ยวอยุธยา การนั่งสามล้อถีบเที่ยวโบราณสถาน ก็เป็นบรรยากาศการชมเมืองเก่าที่เพลิดเพลินไม่น้อยทีเดียว


