หน้าแรก ภูมิภาค นักวิชาการ มอ...

นักวิชาการ มองอำนาจรักษาการนายกรัฐมนตรี กรณีทูลเกล้าฯถวายกฤษฎีกายุบสภา

4.09.25 | 16:00 น.

นักวิชาการ มองประเด็นอำนาจ ผู้รักษาการนายกรัฐมนตรี กรณีทูลเกล้าฯ ถวายกฤษฎีกายุบสภา


เมื่อวันที่ 4 กันยายน รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้ความเห็น ประเด็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับอำนาจของผู้รักษาการนายกรัฐมนตรีในการนำร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา ขึ้นกราบบังคมทูลฯ ถือเป็นหนึ่งในปัญหาตีความรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อดุลยภาพทางการเมืองโดยตรง นักวิชาการบางส่วนเห็นว่าผู้รักษาการมีอำนาจเต็มเหมือนนายกรัฐมนตรีตามกฎหมาย เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติข้อห้ามไว้โดยชัดแจ้ง จึงตีความว่าเมื่อไม่มีกฎหมายห้ามจึงสามารถทำได้
เมื่อพิจารณาเชิงหลักการและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ดังนี้

1) สถานะของ “ผู้รักษาการนายกรัฐมนตรี” ผู้รักษาการนายกรัฐมนตรีหมายถึงบุคคลที่ทำหน้าที่เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินต่อเนื่องภายหลังคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง มิใช่บุคคลที่มีความชอบธรรมทางการเมืองในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารโดยสมบูรณ์ ความชอบธรรมนี้เกิดจากกระบวนการยอมรับโดยสถาบันทางการเมือง ซึ่งในกรณีของนายกรัฐมนตรีต้องผ่านการโหวตในสภาตามมาตรา 158 ดังนั้น หากผู้รักษาการไม่ได้ผ่านกระบวนการดังกล่าว ก็ย่อมไม่อาจเทียบได้กับนายกรัฐมนตรีตัวจริง

2) ดุลพินิจทางการเมืองกับความชอบธรรม การยุบสภาไม่ใช่การกระทำเชิงธุรการ แต่เป็นดุลพินิจทางการเมืองขั้นสูงที่กระทบโดยตรงต่อการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องผ่านความเห็นชอบของสภา สะท้อนว่าอำนาจนี้ต้องมีรากฐานจาก “ความไว้วางใจ” ของสภาผู้แทนราษฎร หากผู้รักษาการใช้อำนาจนี้ ย่อมเป็นการสร้าง “ช่องว่างแห่งความชอบธรรม” ที่บ่อนทำลายความเป็นประชาธิปไตย

Advertisement

3) หลักการถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ระบบรัฐสภาออกแบบมาเพื่อสร้างสมดุลระหว่างสองฝ่าย หลักการสำคัญคือ “อำนาจต้องถ่วงดุลด้วยอำนาจ” หากเปิดทางให้ผู้รักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถยุบสภาได้ เท่ากับว่าฝ่ายบริหารที่อยู่ในสถานะไม่มั่นคงกลับมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้ง อันเป็นการบั่นทอนกลไกตรวจสอบและขัดกับหลักการแบ่งแยกอำนาจโดยสิ้นเชิง

4) เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 และหลัก Caretaker Government (รัฐบาลชั่วคราวเพื่อรักษาการบริหาร) แม้ข้อความรัฐธรรมนูญมิได้ห้ามรักษาการยุบสภาโดยตรง แต่การตีความต้องอิงเจตนารมณ์ซึ่งมุ่งเน้นความรับผิดชอบทางการเมืองและการตรวจสอบโดยรัฐสภา ตัวอย่างจากหลายประเทศ เช่น อินเดียและเนปาล กำหนดชัดว่ารัฐบาลรักษาการทำได้เพียงงานบริหารต่อเนื่อง (business of continuity) ไม่ใช่การตัดสินใจทางการเมืองที่กำหนดอนาคตของประเทศ หลักการสำคัญคือ รัฐบาลรักษาการไม่ใช่ผู้ปกครองเต็มรูปแบบ แต่มีหน้าที่เพียงรักษาตำแหน่งไว้จนกว่าผู้ที่ได้รับความชอบธรรมจากประชาชนจะเข้ามาทำหน้าที่

โดยสรุปอำนาจในการยุบสภาควรสงวนไว้เฉพาะนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ผ่านกระบวนการความไว้วางใจจากรัฐสภาและได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้วเท่านั้น การอนุญาตให้ผู้รักษาการใช้อำนาจนี้จะสร้างปัญหาทั้งในเชิงความชอบธรรมและความมั่นคงทางการเมือง แม้การตีความตามตัวอักษรของรัฐธรรมนูญอาจเปิดช่อง แต่เมื่อพิจารณาตามหลักการประชาธิปไตยแบบรัฐสภา หลักการถ่วงดุลอำนาจ และแนวคิด caretaker government อำนาจดังกล่าวไม่ควรถูกขยายไปถึงผู้รักษาการนายกรัฐมนตรี

กล่าวโดยสรุป การยุบสภาเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน จึงควรอยู่ในมือของผู้ที่ประชาชนและรัฐสภาได้มอบความไว้วางใจอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงผู้ที่ทำหน้าที่รักษาความต่อเนื่องทางธุรการของรัฐ ถึงตรงนี้ต้องย้ำกันอีกทีว่าเมื่อมีอำนาจยุบสภา การนำร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาขึ้นกราบบังคมทูลฯ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ หรืออย่างน้อยเรื่องนั้นต้องสะเด็ดน้ำเสียก่อน ไม่ใช่ส่งประเด็นที่มีปัญหาทางกฎหมายและคลุมเครืออยู่ขึ้นไป