รองเลขาฯ สอท.ชี้ รัฐบาลอนุทินฯ เสียงข้างน้อย อายุแค่ 4 เดือน ขาดความชัดเจน งบประมาณ–เศรษฐกิจสะดุด นักลงทุนชะลอ ภาคเอกชนห่วงสัญญาณยุบสภา ทำประเทศไร้ทิศทาง วอนจัด ครม.โปร่งใส ดึงเทคโนแครตสร้างเชื่อมั่น ฟื้นเศรษฐกิจที่ซบเซานาน
เมื่อวันที่ 6 กันยายน ภายหลังจากเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ด้วยคะแนนเสียง 311 ต่อ 152 เสียง ในการประชุมนัดพิเศษตามรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้มีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งสำคัญ โดยมีเงื่อนไขจากพรรคประชาชนที่สนับสนุนนายอนุทินฯ เพื่อผลักดันการยุบสภาภายใน 4 เดือน และเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองไทย
นายหัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมนครราชสีมา กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ของนายอนุทินฯ เป็น “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” เนื่องจากพรรคประชาชนไม่ได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล ทำให้การบริหารประเทศเป็นไปได้ยาก หากพรรคประชาชนไม่ให้ความร่วมมือในการโหวต ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อีกทั้งยังมีกระแสข่าวเรื่องโควต้าคนนอกด้วยหลายกระทรวง ซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นใครบ้าง รัฐบาลชุดใหม่จะมีเวลาบริหารแค่ 4 เดือน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เกิดจากการยุบสภา ทำให้เกิดคำถามว่า จะยุบสภาแล้วจะเลือกตั้งตอนไหน สมมุติว่าเลือกตั้งทันที หรือจะเลือกตั้งอีก 5 เดือน 6 เดือน ดังนั้นกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ อาจต้องใช้เวลาร่วมปีจากนี้ไป
ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนนี้ก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้งบประมาณ โดยงบประมาณปี 2568 (68-69) ยังคงค้างอยู่ และการใช้จ่ายงบประมาณของปี 2568 ยังใช้ได้ ไม่น่าจะเกิน 70% ซึ่งอาจไม่ถึง 80% ของงบประมาณที่ตั้งไว้ หมายความว่า เม็ดเงินจำนวนเยอะมากที่ไม่ได้ลงไป ในส่วนของงบประมาณปี 2569 รัฐบาลชุดใหม่จะเร่งดำเนินการหรือมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็ยังเป็นที่น่าเป็นห่วง นอกจากนี้ ภาคเอกชนต้องการเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ว่า รัฐบาลชุดนี้ที่บอกว่าอีก 4 เดือนจะยุบสภา แล้วจะทำอะไร และจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อย่างไร นักธุรกิจเองต้องการความชัดเจนมากกว่า ว่า รัฐบาลชุดนี้จะทำอะไรบ้าง และความไม่แน่ใจของนักลงทุนเองก็ไม่รู้ว่านโยบายรัฐบาลจะเป็นอย่างไร จะส่งผลให้การลงทุนหยุดชะงักและเศรษฐกิจซบเซา”
นายหัสดินฯ ยังเน้นย้ำว่า “นายกรัฐมนตรี “อนุทิน” ต้องจัดตัว ครม. ให้ออกมาแล้วดูดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และควรมีบุคคลจากภายนอกที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ ที่เป็นเทคโนแครต เข้ามาด้วย แล้วทำให้ประเทศไปต่อได้ แต่ตนก็กังวลว่า พอเรามีความไม่แน่นอนทางการเมือง ก็เลยไม่แน่ใจว่านักลงทุนเองจะชะลอการพิจารณาที่จะเข้ามาลงทุนประเทศไทยหรือจะกลับไปประเทศเพื่อนบ้าน เพราะประเทศไทยมีคู่แข่งในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย ซึ่งมีความเข้มแข็งในระดับหนึ่งอยู่แล้ว โดยสรุปแล้ว ภาคเอกชนต้องการเห็น “ความเด็ดเดี่ยว” จากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่จะกล้าทำการเมืองยุคใหม่ให้โปร่งใสมากขึ้น เพื่อเป็นการวางอนาคตให้ประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง และฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยเร็วที่สุด เพราะเม็ดเงินในตลาด เรียกว่าซึมมานานมากแล้ว และช่วง 4 เดือนนี้ เศรษฐกิจไทยต้องชะงักงานแน่นอน” นายหัสดินฯ กล่าว

