3 เทศบาลคว้า’รางวัลอาเซียน’
นครหัวหิน-ปากเกร็ด-เมืองทุ่งสง
ท้องถิ่น’จัดการสิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน’
ช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่เมืองลังกาวี ประเทศมาเลเซีย มีการประชุมอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน หรือ The 18th ASEAN Ministerial Meeting on Environment (AMME-18) and 6th ASEAN Environmentally Sustainable Cities (ESC) Award and 5th Certificates of Recognition (COR) Ceremony ระหว่างวันที่ 1-3 กันยายน ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อนำเสนอแนวทางที่ดีในการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีตัวแทนจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย โดยเฉพาะนางอรนุช หล่อเพ็ญศรี รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย พร้อมนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ น.ส.อุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เดินทางเข้าร่วมเวที ด้วยสาระสำคัญของการประชุมสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และยุทธศาสตร์ชาติด้านสิ่งแวดล้อมของไทย
ในงานนี้ ยังมีอีกกิจกรรมสำคัญ คือ การมอบรางวัลแก่หน่วยงานที่ส่งผลงานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ของไทย 3 แห่งเข้ารับรางวัลด้วย ได้แก่ เทศบาลนครหัวหิน จ.ประจวบคีรีขัน์, เทศบาลเมืองทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และ เทศบาลนครปากเกร็ด จ.นนทบุรี
สำหรับเทศบาลนครหัวหิน ได้รับรางวัลด้าน Clean Air โดยดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยพลังงานสะอาด รถไฟฟ้า และการจัดการขยะ พร้อมระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขยายพื้นที่สีเขียว จัดทำ Climate Action Plan และส่งเสริมโรงเรียน รวมถึงสถานประกอบการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการรับรางวัลครั้งนี้ของเทศบาลนครหัวหิน ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ว่า “หัวหิน” เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีคุณภาพชีวิตดี มีบรรยากาศเหมาะสำหรับการพักผ่อน อีกทั้งช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของเมืองในระดับสากล
“นพพร วุฒิกุล” นายกเทศมนตรีนครหัวหิน กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า รางวัลนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวหัวหินที่ร่วมมือกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้เมืองมีอากาศสะอาด เหมาะกับการอยู่อาศัยและการท่องเที่ยว ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จครั้งนี้
“เทศบาลนครหัวหินยังต่อยอด โดยจัดกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกับชมรมพิทักษ์หัวหินในพระราชาชูปถัมภ์ จัดบรรยายเชิงวิชาการเรื่อง เทคโนโลยีการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายใบอ้อย-ใบสับปะรด และการกำจัดขยะเศษอาหารจากครัวเรือน ความรู้ด้านเทคโนโลยีจุลินทรีย์มีความสำคัญต่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในเมืองหัวหิน แม้ไม่มีพื้นที่ปลูกอ้อย แต่มีใบสับปะรดและขยะอินทรีย์จากเศษอาหารในครัวเรือนจำนวนมากที่สามารถนำเทคโนโลยีนี้มาประยุกต์ใช้ได้ เพื่อช่วยลดปริมาณขยะสะสม ยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม และยังต่อยอดภาพลักษณ์หัวหินซึ่งคว้ารางวัลระดับอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน ด้านอากาศสะอาดด้วย” นายกเทศมนตรีนครหัวหินกล่าว
ด้าน “สุรพล รักกุศล” ที่ปรึกษาชมรมพิทักษ์หัวหินฯ ระบุว่า ชมรมพิทักษ์หัวหินฯมีเป้าหมายในการพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม รณรงค์เพื่อกระตุ้นความใส่ใจต่อภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพ ภูมิอากาศและยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวหัวหิน
“ปัจจุบันพบปัญหาการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นสาเหตุสำคัญของฝุ่น PM2.5 และเป็นปัญหารุนแรงในระดับประเทศ การนำจุลินทรีย์มาใช้แทนการเผาจะช่วยแก้ปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้ตรงจุด พร้อมเสริมพลังให้เครือข่ายอาสาสมัคร ทสม. ทำหน้าที่เป็นด่านหน้า ในการเผยแพร่ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชน”
ขณะที่ รศ.ดร.ไกรเลิศ ทวีกุล ที่ปรึกษาโครงการลดการเผาตอซัง Chi River No Burn องค์กร RAIN Thailand อธิบายว่า หัวเชื้อจุลินทรีย์สำหรับย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ เช่น ฟางข้าว ใบอ้อย ใบสับปะรด และขยะเศษอาหารจากครัวเรือน ประกอบด้วยจุลินทรีย์ในกลุ่มแบคทีเรียและแอคติโนมัยซีต ซึ่งสามารถสร้างเอนไซม์ เซลลูเลส (Cellulase) และโปรตีเอส (Protease) ที่มีบทบาทในการย่อยสลายลิกโนเซลลูโลสให้เป็นปุ๋ยหมักและปุ๋ยอินทรีย์น้ำได้เร็วขึ้น ลดการพึ่งพาการเผาและช่วยรักษาคุณภาพอากาศ
ส่วน เทศบาลเมืองทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ส่งนางมาริสา เพ็ชรทอง รองปลัดเทศบาล เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัลในพิธีมอบรางวัล ASEAN ESC Award ครั้งที่ 6 และ Certificates of Recognition ครั้งที่ 5 จาก Hon. Datuk Seri Johari Abdul Ghani รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ประเทศมาเลเซีย และ H.E. Dr. Kao Kim Hourn เลขาธิการอาเซียน เป็นผู้มอบรางวัล
เป็นรางวัลด้านพื้นที่สีเขียวและความหลากหลายทางชีวภาพ (Urban Biodiversity & Green Space) โดยเป็นเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ย 175.24 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่สหประชาชาติกำหนด อีกทั้งยังมีพื้นที่ธรรมชาติครอบคลุมอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งพัฒนาฐานข้อมูล จัดทำ Green Map และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและเยาวชนในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้น เทศบาลเมืองทุ่งสงเคยคว้ารางวัล Urban Biodiversity & Green Space จากโครงการรางวัลอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน ปี 2567 (ASEAN Environmentally Sustainable Cities Award) หลังมีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ย 175.24 ตารางเมตรต่อคน สูงกว่ามาตรฐานที่สหประชาชาติกำหนด และยังมีพื้นที่ธรรมชาติครอบคลุมอย่างเหมาะสม ทั้งหมดนี้เป็นผลจากการการบริหารงาน ภายใต้การนำของ “ทรงชัย วงษ์วัชรดำรง” นายกเทศมนตรีเมืองทุ่งสง ที่มุ่งขับเคลื่อนเมืองสู่ความยั่งยืน โดยวางยุทธศาสตร์หลักด้าน พื้นที่สีเขียวและความหลากหลายทางชีวภาพ ครอบคลุมการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนา พร้อมทั้งพัฒนาฐานข้อมูล จัดทำ Green Map และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและเยาวชน โดยมีเครื่องมือสำคัญ คือ แผนผังภูมินิเวศและแผนผังภูมิวัฒนธรรม ที่ทำหน้าที่เป็นกรอบพัฒนาพื้นที่ ทั้งเพื่อเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ พื้นที่สาธารณะ จุดรวมพลกรณีภัยพิบัติ ตลอดจนเป็นฐานความมั่นคงทางอาหารและทรัพยากรธรรมชาติของเมืองในระยะยาว
ทีมงานเทศบาลเมืองทุ่งสงเล่าว่า ในการประชุมครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ อปท.ในอาเซียนแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเมืองสีเขียวอย่างยั่งยืน โดยเทศบาลเมืองทุ่งสงนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดีซึ่งเน้น ความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ส่วนการพัฒนา Green Map และ ฐานข้อมูล GreenAreaMap ที่เก็บข้อมูลตั้งแต่ต้นไม้ เรือนยอดไม้ จนถึงนก ผีเสื้อ และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก เพื่อใช้เป็นแผนที่ภูมินิเวศ เชื่อมโยงความรู้ทางวิชาการกับการใช้ชีวิตจริงของคนในเมือง เด็กๆ และเยาวชนทุ่งสงไม่ได้แค่เรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมจากตำรา แต่พวกเขาได้ ออกไปปลูกต้นไม้ สำรวจผีเสื้อ ฟังเสียงนก และจดบันทึกข้อมูลจริงเพื่อนำกลับมาใช้ต่อยอด เมืองทั้งเมืองจึงไม่ใช่เพียงบ้านของผู้คน แต่ยังเป็นบ้านของธรรมชาติที่มีทุกคนเป็นผู้ดูแล
“รางวัลที่ได้รับครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นเกียรติแก่ชาวทุ่งสง แต่ยังสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และยุทธศาสตร์ชาติด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและสากล สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่าตัวเลข คือแนวคิดที่ว่า “พื้นที่สีเขียวไม่ได้เป็นเพียงต้นไม้ แต่คือชีวิต”
สำหรับเทศบาลนครปากเกร็ด โดย “วิชัย บรรดาศักดิ์” นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด เดินทางเข้ารับรางรางวัล ASEAN Environmentally Sustainable Cities (ESC) Award ประเภทเสนอโดยประเทศ (City Nomination) ประเภทเสนอโดยประเทศ (City Nominations) ที่มีผลงานการดำเนินการจัดการน้ำสะอาด น้ำเสีย ขยะ อากาศ และพลังงานอย่างครบวงจร พร้อมระบบเตือนภัยและการรับมือสภาพอากาศสุดขั้วอย่างยั่งยืน เพิ่มพื้นที่สีเขียว-ความหลากหลายทางชีวภาพในเมือง และติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองยั่งยืน
รางวัลที่ได้รับครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเทศบาลนครปากเกร็ดในการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวปากเกร็ด

