โหวตโนเลือกตั้งซ่อม ส.อบจ.เขต 7 สงขลา สูงร้อยละ 29.89 นักวิชาการมอง สะท้อนปชช.ไม่เชื่อมั่นทีมบริหารที่เคยมีตำแหน่งใกล้ชิดนายกอบจ.สงขลา
เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่จ.สงขลา กรณีผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการในการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาอบจ.สงขลา เขต 7 อำเภอหาดใหญ่ แทน นายสิรดนัย พลายด้วง บุตรชาย นายสมยศ พลายด้วง ส.ส.เขต 3 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ยื่นลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกดำเนินคดีสั่งลุกน้องรุมทำร้ายร่างกาย ตชด.
โดยการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 กันยายนนี้ ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่านายนรุตม์ชัย สอนคง หรือ ดร.พระราม ทีมสงขลาพลังใหม่ คนสนิท ส.ส.สมยศ มีคะแนนเป็นอันดับหนึ่ง 6,466 คะแนน นายอนลอัทธ์ พลธนนินท์ธัญ จากพรรคประชาชน 2,043 คะแนน ทิ้งห่างไปถึง 4,423 คะแนน
จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 32,929 คน มีผู้ใช้สิทธิ 13,231 คน คิดเป็นร้อยละ 40.18 บัตรดี 8,509 ใบ บัตรเสีย 767 ใบ บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 3,955 ใบ คิดเป็นร้อยละ 29.89
โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ มีจำนวนบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนสูงถึงร้อยละ 29.89 โดยคะแนนผู้ที่ได้ลำดับที่ 1 ห่างจากบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนไม่มากนัก อีกทั้งบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนยังมีจำนวนมากกว่าผู้ที่ได้คะแนนลำดับที่ 2
รศ.บูฆอรี ยีหมะ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)สงขลา กล่าวว่า ในการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาอบจ.สงขลาเขต 7 อำเภอหาดใหญ่เมื่อวานนี้ (14 กันยายน) มีจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่กาในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนจำนวนมาก สะท้อนว่าเป็นการส่งสัญญาณจากประชาชนในเขตเลือกตั้งว่าไม่เชื่อมั่นทั้งในส่วนของนโยบายของผู้บริหารอบจ.ซึ่งเป็นทีมเดียวกับผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุด โดยเฉพาะคนในพื้นที่รู้ว่าผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง เป็นมือขวาของ ส.ส.เขต 3 ซึ่งเป็นบิดาของอดีตสจ.กอล์ฟ อีกทั้งก่อนหน้าที่จะสมัคร ก็ยังมีตำแหน่งเป็นโฆษกประจำ อบจ.สงขลา ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งไม่ไว้วางใจในตัวผู้สมัคร อีกด้วย
“โดยการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้แม้จะเป็นสนามเล็กเพียงเขตเดียว แต่เกิดขึ้นหลังผู้บริหาร อบจ.ทำงานไปได้ระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้นการที่มีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนจำนวนมากในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงความไม่เชื่อมั่นในการทำงาน การบริหารงานของอบจ.ไม่สะท้อนเฉพาะความไม่มั่นใจต่อตัวผู้สมัคร อันมาจากเรื่อง นโยบายที่ทำ ไม่ว่าจะเป็น เงินกู้ 2,009 ล้าน นโยบายเช่าเครื่องจัก 199 ล้านบาท เป็นต้น แม้จะมีผลโพลจากสถาบันการศึกษา อย่างโพลมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มาแล้วว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินจำนวนนี้แต่อบจ.สงขลาก็ไม่ได้มีท่าทีใดๆ ที่จะชะลอแต่กลับมีแนวโน้มที่จะขับเคลื่อนนโยบายนี้ต่อไป ดังนั้น เมื่อประชาชนได้เดินทางออกมาใช้สิทธิ แต่กลับกาช่อง ไม่ประสงค์ลงคะแนน ทาง อบจ.ก็ควรที่จะพิจารณานำผลคะแนนมาทบทวนบทบาท” รศ.ดร.บูฆอรีกล่าว
รศ.ดร.บูฆอรี กล่าวต่อว่า ส่วนผู้สมัครจากพรรคประชาชน แม้จะมีคะแนนกว่า 2 พันคะแนน แต่ผลการตัดสินใจการเมืองระดับประเทศ อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เอฟซีที่เคยชื่นชอบ หันไปกาในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนเช่นเดียวกัน แม้อีกสาเหตุหนึ่งอาจจะเห็นว่า แม้จะกาผู้สมัครจากพรรคประชาชน แต่หากเข้าไปทำงานใน อบจ.ที่มี ส.อบจ.ส่วนใหญ่เป็นทีมบริหาร ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร จึงเทคะแนนไปที่ไม่ประสงค์ลงคะแนนทั้งหมดเพื่อสะท้อนความต้องการของประชาชนออกไป
โดยการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ในจังหวัดสงขลา มักจะมีประชาชนกาลงในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนประมาณร้อยละ 20-22 แต่การเลือกตั้งซ่อม ส.อบจ.เขต 7 หาดใหญ่ในครั้งนี้ มีผู้กาในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนถึงร้อยละ 29.89 ในขณะที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิเพียง 13,231 คนคิดเป็นร้อยละ 40.18 จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 32,929 คน
ด้านนายสมโภช โชติชูช่วง เครือข่ายบ้านเกิดเมืองนอนสงขลา กล่าวว่า ประชาชนไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ มีจำนวนไม่น้อย แต่คนที่ออกไปใช้สิทธิแล้ว ก็ยังกาในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน นั่นหมายถึงการที่ประชาชนปฏิวัติทางการเมืองแล้ว เพราะแสดงให้เห็นว่า ประชาชนปฏิเสธผู้สมัครทั้ง 2 คน จึงแสดงให้เห็นว่า เมื่อไม่มีบุคคลที่จะตัดสินใจเลือก จึงลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน เพื่อบอกว่าเมื่อไม่มีคนดี คนเก่ง คนกล้า คนซื่อสัตย์ก็ไม่เลือกใคร ซึ่งหากประชาชนร่วมใจกันแสดงออกเช่นนี้ ก็อาจจะสามารถตัดสิทธิผู้สมัครคนที่ไม่เข้าตาประชาชนได้ในอนาคต นั่นหมายถึง นักการเมืองที่ไม่มีคุณสมบัติที่ประชาชนต้องการ อาจจะถูกตัดสิทธิโดยประชาชนได้ ดังนั้น คนที่จะเข้ามาเป็นนักการเมืองในอนาคตก็จะต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง ให้มีคุณสมบัติที่จะเข้ามาทำงานเป็นตัวแทนให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำหน้าที่เป็นเพียงหุ่นเชิดหรือขี้ข้ารับใช้ใคร

