หน้าแรก ภูมิภาค ครูแดง เผย ฉว...

ครูแดง เผย ฉวยโอกาสเก็บค่าหัวคิวแปลงสัญชาติ แนะนายกฯทบทวนกระบวนการให้สั้นลง

16.09.25 | 15:42 น.

ครูแดง เผย ส่วยสัญชาติ ฉวยโอกาส เรียกเก็บหัวคิว แนะนายกฯ อนุทิน ทบทวนกระบวนการแปลงสัญชาติให้สั้นลง ชาวบ้านแฉถูกเรียกเก็บเงินจริง

เมื่อวันที่ 16 กันยายน นางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือครูแดง กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการเก็บค่าหัวคิวจากประชาชนที่พัฒนาสถานะบุคคลในกลุ่มมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 29 ตุลาคม 2567 เรื่องหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาเป็นเวลานานและกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักรว่า จริงๆ แล้วเป็นนโยบายที่ดี แต่ขาดการเตรียมการ ในอำเภอที่มีกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก ควรเพิ่มบุคลากร งบประมาณ และทรัพยากรเพื่อรองรับอย่างเหมาะสม

“การกำหนดเวลา 5 วัน จะทำได้จริงอย่างไร เนื่องจากนับวันที่ 1 คือวันที่เอกสารครบถ้วน กรอบเวลา 5 วันสั้นเกินไป ควรมีเวลาให้เจ้าหน้าที่พิจารณาเอกสารอย่างรอบคอบ สุจริต โปร่งใส ส่วนกลางควรจัดทีมมาช่วยดำเนินการในอำเภอที่มีกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก” นางเตือนใจกล่าว

นางเตือนใจกล่าวว่า หลายกรณีพบว่าความรู้ความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ก็ไม่เท่ากัน ดังนั้นส่วนกลางต้องมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสนับสนุน และขอเสนอว่า วันที่ 30 กันยายนนี้ ทุกสำนักทะเบียนควรประเมินผลว่าการดำเนินการจนถึงปัจจุบันเป็นอย่างไร และควรมีข้อเสนอแนะว่า จะปรับการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร เพราะขณะนี้นโยบายที่ออกมา ดูว่ากลายเป็นภาระและความกดดันของเจ้าหน้าที่ และเป็นการฉวยโอกาสจนเกิดการทุจริตได้โดยง่าย โดยเฉพาะกลุ่มที่สอง คือบุตรที่เกิดในประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการสัญชาติเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้ไปทำงานนอกพื้นที่

“เมื่ออำเภอถูกกดดันและจัดคิว ซึ่งทุกคนต่างก็มีความจำเป็น ทำให้หลายพื้นที่พบว่า ใครที่อยากได้คิวเร็วก็ต้องไปหาช่องทาง จึงเป็นช่องทางเอื้อต่อการเรียกรับผลประโยชน์ หากมีการทุจริตก็ต้องสืบสวนและลงโทษให้เด็ดขาด” นางเตือนใจกล่าว

Advertisement

ครูแดงกล่าวว่า ตามกลุ่มเป้าหมายของมติ ครม.นี้ประมาณ 3.8 แสนคน คือกลุ่มที่อยู่ในประเทศไทยมานานคือ กลุ่มที่ถือบัตร 0-89 และกลุ่มบัตรเลข 6 ซึ่งมีสิทธิยื่นขอมีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวรและใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตามมาตรา 17 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง เมื่อได้ใบสำคัญถิ่นที่อยู่และใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวแล้ว อีก 5 ปีจึงจะมีสิทธิยื่นขอแปลงสัญชาติเป็นไทยตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.สัญชาติ กระบวนการแปลงสัญชาติใช้เวลานาน 10 ปีขึ้นไป เพราะเกี่ยวข้องกับหน่วยงานมากกว่า 10 หน่วยงาน มีขั้นตอนซับซ้อน 14 ขั้นตอน

นางเตือนใจกล่าวว่า กรณีศึกษา 14 ราย ที่มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ดำเนินการกับกลุ่มผู้เฒ่าชาวอาข่าจังหวัดเชียงราย นับ 1 จากวันที่คณะทำงานสัมภาษณ์สังเกตพฤติกรรมและตรวจสอบความประพฤติระดับจังหวัดให้ความเห็นชอบแล้ว จนถึงวันที่ได้ประกาศรายชื่อ ผู้ที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยได้ในราชกิจจานุเบกษาใช้เวลาเร็วที่สุด 2 ปี

“ขอเสนอให้ท่านนายกฯอนุทิน จัดประชุมเพื่อทบทวนกระบวนการแปลงสัญชาติให้มีประสิทธิภาพรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติ และทบทวนกรอบเวลาหลังจากที่ได้ใบสำคัญถิ่นที่อยู่และใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวแล้ว การได้สิทธิในการยื่นขอแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติสัญชาติควรจะใช้เวลาไม่นานจนเกินไป” นางเตือนใจกล่าว

นางเตือนใจกล่าวว่า จังหวัดเชียงรายมีกลุ่มเป้าหมายมากถึง 9.6 หมื่นคน เช่น กลุ่มไทยลื้อ ที่เข้ามามีภูมิลำเนามากกว่า 60 ปีแล้วแต่ก็ยังไม่ได้เข้าถึงสิทธิ ที่สำคัญนโยบายนี้ออกมาในขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนก็ยังต้องทำงานทะเบียนราษฎรของคนไทยทั่วไปตามปกติด้วย

“ยังได้ยินว่าชาวบ้านกลัวว่าในวันที่ 30 กันยายนนี้จะครบ 1 ปีแล้วนโยบายนี้จะจบ แต่จริงๆ คือประกาศกระทรวงมหาดไทย ออกมาเมื่อ 30 มิถุนายน 2568 จึงยังมีเวลาถึงมิถุนายน 2569 หากยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ครม.ก็สามารถขยายเวลาออกไปได้อีก หลายพื้นที่ยังพบว่าเจ้าหน้าที่กลัวผิด เพราะจำนวนมากถือเอกสารไม่ตรงกัน แบบ 89 ไม่ตรง ไม่ระบุปีที่เข้ามาในไทย เป็นปัญหาว่าจะให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติทำอย่างไร และยังมีกลุ่มที่มีชื่อแต่ไม่มีตัวตน ไม่อยู่ในหมู่บ้าน ฯลฯ ทำให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น” นางเตือนใจกล่าว

ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์รายหนึ่งใน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเกิดบริเวณพรมแดนไทย-พม่า โดยพ่อแม่มีบัตรเลข 6 ตนได้ยื่นเรื่องขอทำบัตรประชาชนเริ่มตั้งแต่ปี 2553 โดยไม่มีใบแจ้งเกิด แต่มีหนังสือรับรองการเกิด ออกโดยอำเภอ ขณะนี้ตนอายุ 40 ปี มีลูก 3 คน ทั้งหมดถือบัตรสีชมพู เลข 7

“ผมพยายามยื่นเรื่องไป แต่ต้องจ่ายค่าหัวคิวให้เขาถึงจะได้คิว ผมเลยยังไม่ได้ทำ ผมเองอยู่ในกลุ่มคนที่ควรได้บัตรประชาชนครั้งนี้ เพราะพ่อแม่มีบัตรเลข 6 และผมก็อยู่มานานแล้ว ทำให้ทุกวันนี้ลูกๆ ผมก็ยังไม่มีบัตรประชาชน เขาบอกต้องพิสูจน์ให้ผมได้บัตรก่อน แต่จริงๆ แล้วเพื่อนผมที่มีสถานะเหมือนกัน เขาได้บัตรประชาชนแล้วเพราะก่อนหน้านี้เขาจ่ายเงินไปนับแสนบาท” ชาวบ้านรายนี้กล่าว