ผู้ว่าเชียงใหม่ สั่งตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง พร้อมให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ หลังพบหลักฐานมีเอี่ยวเรียกส่วยค่าดำเนินการขอสถานะจากชาวบ้านหัวละ 4,000 บาท ด้านผู้ใหญ่บ้านยังปฎิเสธ ส่วนชาวบ้านแฉ หลายพื้นที่ถูกเรียกเก็บส่วยอ้างเป็นค่าขอสัญชาติ
ความคืบหน้ากรณีมีชาวบ้านใน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ร้องเรียนถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐเรียกรับผลประโยชน์การยื่นขอสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู๋ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักร ตามมติ ครม. 29 ต.ค.67 รายละ 4,000 บาท รวม 2 ราย เป็นเงิน 8,000 บาท ซึ่งผู้เสียหายได้ถ่ายภาพธนบัตรไว้เป็นหลักฐานและร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน
ขณะที่เมื่อวานนี้ 18 กันยายน เจ้าหน้าที่ ปปช. และ ปปท. ร่วมกับฝ่ายปกครอง จ.เชียงใหม่ ฝ่ายปกครอง อ.ฝาง และชุดสืบสวนภาค 5 นำกำลังลงพื้นที่หมู่บ้านเหมืองแร่ ต.แม่คะ อ.ฝาง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งสอบปากคำชาวบ้านในพื้นที่
ล่าสุด นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ ได้สั่งให้ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ผู้ใหญ่บ้านใน อ.ฝาง แล้ว ตามที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงพบว่ามีมูลความผิด และสั่งการให้ ว่าที่ ร.ต.นพรัตน์ ศุภกิจโกศล นายอำเภอฝาง เรียกตัวผู้ใหญ่บ้านรายนี้มาสอบสวนยังที่ว่าการอำเภอฝาง พร้อมให้รายงานเรื่องนี้ไปยังกรมการปกครองทราบด้วย
ว่าที่ ร.ต.นพรัตน์ ศุภกิจโกศล นายอำเภอฝาง กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ใหญ่บ้านรายนี้ยังให้การปฏิเสธ แต่จากการลงพื้นที่ในหมู่บ้านเหมืองแร่ ต.แม่คะ โดยชุดสืบสวนตำรวจภาค 5 ได้ออกหาข่าวและสอบข้อเท็จจริงจากชาวบ้านหลายรายได้ให้ข้อมูลว่าถูกผู้ใหญ่บ้านเรียกรับเงินจริง จึงรวบรวมหลักฐานและบันทึกการสอบปากคำไว้ ก่อนเสนอให้ผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ ตั้งคณะกรรมการสอบวินัย และออกคำสั่งให้ผู้ใหญ่บ้านหยุดปฎิบัติหน้าที่ไว้ก่อน
นอกจากนี้ได้สั่งการให้ปลัดอำเภอลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีการเรียกรับเงินในลักษณะนี้อีกหรือไม่ รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านทราบว่า การเปิดให้ขอสถานะครั้งนี้ไม่มีค่าดำเนินการใดๆ ยกเว้นค่าธรรมเนียมตามที่กฏหมายกำหนด 160 บาทเท่านั้น
ว่าที่ ร.ต.นพรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดให้บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู๋ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรเข้ามายื่นขอสถานะตามมติ ครม.ครั้งนี้ จะได้บัตรประจำตัวสีชมพู ผู้มีสถานะเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฏหมาย จากนั้น 5 ปีจึงจะมีสิทธิขอแปลงสัญชาติ แต่จะได้รับการอนุมัติหรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาอีกครั้ง
ด้าน ชาวบ้านใน ต.แม่คะ อ.ฝาง รายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ชาวบ้านที่บ้านเหมืองแร่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เผ่าอาข่า ไม่มีสัญชาติไทย ที่ผ่านมาจะถูกเรียกเงินเพื่อเป็นค่าดำเนินการในเรื่องต่างๆจากผู้นำชุมชนตลอด รวมถึงค่าใข้จ่ายจุกจิกก็ถูกเรียกเก็บแพงกว่าปกติ เช่นค่าถ่ายเอกสารใบละ 10 -20 บาท เพื่อมอบให้ผู้ใหญ่บ้านไปดำเนินการ และล่าสุดที่ภาครัฐเปิดให้ยื่นขอสถานะ ก็ถูกเรียนรับเงินรายละ 4,000 – 5,000 บาท หนึ่งในครอบครัวของเพื่อนที่อยู่ในหมู่บ้านเหมืองแร่มีกันทั้งหมด 3 คน คือ พ่อแม่ และลูก ต้องจ่ายเงินไปทั้งสิ้นกว่า 15,000 บาท
“ผู้ใหญ่บ้านจะมาแจ้งข้อมูลให้ชาวบ้านทราบว่าต้องจ่ายเงินคนละเท่าไหร่ แต่ไม่ได้แจกแจงรายละเอียดว่าเป็นค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง พร้อมบอกว่าให้จ่ายเป็นเงินสดเท่านั้นไม่รับโอนเพื่อความสะดวก และนัดหมายให้นำเงินมาจ่ายที่บ้านพักของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หากไม่จ่ายเงินก็จะไม่ดำเนินการให้ ซึ่งชาวบ้านก็ยอมจ่ายเงินเพราะอยากได้สัญชาติไทยและบัตรประชาชนตามที่ผู้ใหญ่บ้านกล่าวอ้าง “ชาวบ้าน ที่ให้ข้อมูลกล่าว
ชาวบ้านรายนี้ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่กล้าร้องเรียนเพราะเกรงกลัวอิทธิพลและกลัวถูกข่มขู่ เนื่องจากยังต้องใช้ชีวิตทำมาหากินในพื้นที่ ไม่เฉพาะแต่ที่หมู่บ้านเหมืองแร่ ต.แม่คะเท่านั้น ยังมีอีกหลายหมู่บ้านในหลายตำบลของ อ.ฝาง ที่ถูกเรียกรับเงินจากผู้นำชุมชนเพื่อเป็นค่าดำเนินการขอสถานะให้ เช่น ที่ต.ม่อนปิ่น มีการเรียกรับเงินสูงถึงหัวละ 6,000 บาท

