หน้าแรก ภูมิภาค ข้าวเกรียบผัก...

ข้าวเกรียบผักเหลียง พืชเศรษฐกิจใหม่ แปรรูป-สร้างรายได้ชุมชน

26.09.25 | 13:36 น.

ข้าวเกรียบผักเหลียง
พืชเศรษฐกิจใหม่
แปรรูป-สร้างรายได้ชุมชน


ที่อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง กำลังถูกจับตาในฐานะแหล่งปลูก “ผักเหลียงใบใหญ่” แห่งสำคัญของภาคใต้ ที่วันนี้ไม่เพียงแต่เป็นผักพื้นบ้านในเมนูยอดนิยม หากยังขยับขึ้นมาเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หมุนเวียนหลายร้อยล้านบาทต่อปี ความต้องการของตลาดสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ทำให้ใบเหลียงซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี เบต้าแคโรทีน และสารต้านอนุมูลอิสระ กลายเป็นสินค้าขายดี เกษตรกรรวมกลุ่มกันจัดตั้ง “กลุ่มสินแพรทอง” บ้านโหล๊ะอม หมู่ 9 ต.ลำสินธุ์ รับซื้อผลผลิตจากสมาชิก ส่งขายทั้งในจังหวัดและนอกพื้นที่ วันละไม่น้อยกว่า 500 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อวัน

อย่างไรก็ตาม ใบเหลียงส่วนหนึ่งที่ไม่ผ่านมาตรฐานการตลาด มักถูกคัดทิ้ง กลุ่มจึงต่อยอดด้วยการแปรรูปเพิ่มมูลค่า สู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ข้าวเกรียบผักเหลียง ทองพับ และไอศกรีมผักเหลียง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือน โดยเฉพาะ “ข้าวเกรียบผักเหลียง” ที่มีสีสันและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ถูกซื้อกลับไปเป็นของฝากจำนวนมาก

นางสมร นาเสียง อายุ 43 ปี สมาชิกกลุ่ม เล่าว่า การทำข้าวเกรียบไม่ยุ่งยาก ใช้ใบเหลียงผสมแป้งมัน กระเทียม พริกไทย และผงฟู ก่อนนึ่ง แช่เย็น หั่นบางๆ แล้วตากแดด 1-2 วัน จากนั้นจึงทอดจนกรอบ ได้รสชาติแตกต่างจากข้าวเกรียบทั่วไปอย่างชัดเจน

Advertisement

ด้านนายปรีชา นวลน้อย รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า อ.ศรีนครินทร์ได้เข้าร่วมโครงการ “ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ที่เน้นนำทุนทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวใหม่ๆ ซึ่งผักเหลียงและการแปรรูปถือเป็นส่วนหนึ่งของกลไกขับเคลื่อนที่ช่วยเพิ่มรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้จังหวัด

ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง ระบุว่า พื้นที่ปลูกผักเหลียงทั้งจังหวัดมีมากกว่า 3,500 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยปีละกว่า 4,000 ตัน โดยเฉพาะในอำเภอศรีนครินทร์ ศรีบรรพต และกงหรา ถือเป็นแหล่งผลิตสำคัญ ขณะเดียวกันการแปรรูปยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เพราะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 2-3 เท่า เมื่อเทียบกับการขายสด

จาก “ผักพื้นบ้าน” ที่เคยอยู่ตามครัวเรือน วันนี้ผักเหลียงกำลังเติบโตเป็น พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของพัทลุง ที่ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสะท้อนพลังของการรวมกลุ่มชุมชนในการต่อยอดภูมิปัญญาให้ก้าวทันกระแสเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างแท้จริง