หน้าแรก ภูมิภาค หาดใหญ่โพล เผ...

หาดใหญ่โพล เผย ความเชื่อมั่น 14 จว.ใต้ ดิ่งเหว หนี้ครัวเรือนพุ่ง 95% สูงสุดในรอบ 16 ปี

1.10.25 | 10:33 น.

หาดใหญ่โพล เผย ดัชนีความเชื่อมั่น 14 จว.ใต้ดิ่งเหว หนี้ครัวเรือนพุ่ง 95% สูงสุดในรอบ 16 ปี หนุนรบ.อนุทิน คลอด ช้อปดีมีคืน-คนละครึ่งพลัส

เทื่อวันที่ 1 ตุลาคม ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้ 420 ตัวอย่าง ด้านเศรษฐกิจและสังคม ประจำเดือน ก.ย.68 เปรียบเทียบเดือน ส.ค.68 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมปรับตัวลดลง ประกอบด้วย รายได้จากการทำงาน รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภค ที่จำเป็นในครอบครัว รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ การลดลงของหนี้สิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การแก้ปัญหายาเสพติด การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

“สาเหตุที่สำคัญ มาจากรายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดหนี้ครัวเรือนสูง ส่งผลให้การออมลดน้อยลง ซึ่งปัญหาเหล่าเริ่มก่อตัวตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนปัจจุบัน ปัญหายังคงอยู่เหมือนเดิม และไม่มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น เนื่องจากประชาชนส่วนหนึ่งมองว่า รัฐบาลที่ผ่านมาบริหารงานผิดพลาด ไม่สามารถดำเนินนโยบายได้ตามที่หาเสียงไว้ ซึ่งทำให้ประชาชนผิดหวังเป็นอย่างมาก”

ผศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าวว่า เนื่องจากเคยเห็นผลงานด้านเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จในอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ทำให้ประชาชนคาดหวังต่อการดำเนินนโยบายทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่ได้กล่าวว่า

“จะมุ่งมั่นตั้งใจบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง ประสานพลังจากทุกภาคส่วน ทุกช่วงวัย ทุกความเชี่ยวชาญ ขับเคลื่อนนโยบายที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพื่อสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม ทำให้คนไทย ‘มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี’ เพื่อนำพาความภาคภูมิใจกลับมาสู่คนไทย และประเทศไทย เพื่อสร้างความหวังและอนาคตที่ดีกว่าให้ประเทศไทย จากวันนี้ไปถึงอนาคต” เป็นเพียงวาทกรรมที่ไม่สามารถทำได้จริง

Advertisement

ผศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าวว่า ชู 4 นโยบายเศรษฐกิจหาเสียง คือ 1) นโยบายเขตธุรกิจใหม่ 2) นโยบายด้านการท่องเที่ยว 3) นโยบายด้านการเกษตร และ 4) นโยบายหนึ่งครอบครัวหนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวปีละไม่ต่ำกว่า 5% ของ GDP ต่อปี ซึ่งจากข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่บริหารประเทศ พบว่า การเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าเป้าหมายเป็นอย่างมาก อยู่ในช่วง 1.8% ถึง 2.5% สะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ

“รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร จะพยายามแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน แต่หนี้สินกลับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง อยู่ที่ 87.4% – 91.4% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ระดับ 80% และจากผลสำรวจ พบว่า ครัวเรือนไทยมีหนี้สินกว่า 95% ของครัวเรือนทั้งหมด โดยหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนมีจำนวนมากขึ้นสูงสุดในรอบ 16 ปี”

ผศ.ดร.วิวัฒน์กล่าวว่าการดำเนินงานโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถทำได้จริงตามที่ได้หาเสียงไว้ นับเป็นความล้มเหลวเชิงนโยบายที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลเพื่อไทย

ผศ.ดร.วิวัฒน์กล่าวว่า นโยบาย “1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์” โดยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ต้องการเปลี่ยนสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ แม้วิสัยทัศน์ของนโยบายจะได้รับการชื่นชมในช่วงแรก แต่เมื่อนำไปปฏิบัติกลับไม่มีความชัดเจน ทำให้ขาดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

“รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ต้องเผชิญกับคำร้องที่ ป.ป.ช. รับไว้ไต่สวน กรณีที่กระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อกล่าวหาว่า มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมืองบางกลุ่ม และพื้นที่ของสส.ในพรรคของตน”
ผศ.ดร.วิวัฒน์กล่าวว่าบทสรุปของรัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร คือ รัฐบาลที่เคยมีผลงานด้านเศรษฐกิจเป็นที่ยอมรับ จึงทำให้ประชาชนมีความคาดหวังสูง แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ประชาชนคาดหวังไว้ ทำให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศซบเซายิ่งกว่าเดิม เกิดปัญหาด้านความมั่นคง ด้านสังคม ด้านการเมือง และในที่สุด “คลิปเสียงฮุนเซน” ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า การกระทำของนายกรัฐมนตรีถือเป็น “การฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ล้มเหลวในการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ และขาดความระมัดระวังที่พึงมีในตำแหน่งอันทรงเกียรติ คำวินิจฉัยนี้ส่งผลให้นางสาวแพทองธารต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องสิ้นสุดลง

ผศ.ดร.วิวัฒน์กล่าวว่าสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และเป็นรัฐบาลในช่วงระยะสั้นด้วยเวลาเพียง 4 เดือน นับจากวันที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ 5 ด้าน นโยบายด้านเศรษฐกิจ สร้างรายได้และลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน แก้ไขปัญหาหนี้สิน และเพิ่มสภาพคล่องระหว่างสถาบันการเงินและผู้กู้ เพิ่มโอกาสการออมของประชาชน ฟื้นความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น แก้ปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า

ผศ.ดร.วิวัฒน์กล่าวว่านโยบายด้านความมั่นคง แก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ แก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นโยบายด้านสังคม ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง รักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด ขจัดทุจริตและการประพฤติมิชอบอย่างเด็ดขาดและจริงจัง พิทักษ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น นโยบายด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.1 เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัย และพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติ และเยียวยาผู้ประสบภัย 4.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด

นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย 5.1 เสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับการบริหารภาครัฐให้ทันสมัย 5.2 เร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ

ผศ.ดร.วิวัฒน์กล่าวว่าการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีเวลาเพียง 4 เดือนในการบริหารประเทศนับจากวันที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก นับเป็นเรื่องยากมากที่จะดำเนินนโยบายทั้งหมดให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้

“รัฐบาลเริ่มดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อลดรายจ่ายและค่าครองชีพของประชาชน ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้จ่ายกับผู้ประกอบการรายย่อย เช่น ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก หาบเร่ แผงลอย และร้านค้าในชุมชน จะใช้วงเงินงบประมาณรวมประมาณ 60,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้เร็วที่สุดปลายเดือน ต.ค. จะทำให้ในช่วงปลายปี เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจดีขึ้น โครงการคนละครึ่งประชาชนส่วนใหญ่ให้การยอมรับว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์และเป็นที่ชื่นชอบเป็นอย่างมาก”

ผศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าวว่า ประชาชนคาดหวังและต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ต้องการให้รัฐบาลใหม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบโครงการ “ช้อปดีมีคืน หรือ Easy E-Receipt” ประชาชนที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจต้องการให้เกิดการกระตุ้นการบริโภคในช่วงปลายปีมากขึ้น ขณะผู้บริโภคต้องการนำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการมาหักลดหย่อนภาษีได้

ผศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดโควิด-19 ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ของผู้ประกอบการรายย่อย เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกร่อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน ประชาชนมองว่า ในระยะเวลาที่จำกัด รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ได้ทั้งหมด แต่ขอให้ช่วยบรรเทาภาระหนี้หรือพักชำระหนี้ของประชาชนในเบื้องต้น

“ต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยลดค่าพลังงาน เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และ ก๊าซหุงต้ม ผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องการให้รัฐบาลใหม่ออกมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงปลายปี (พ.ย.-ธ.ค. 2568)”