เมื่อวันที่ 24 เมษายน นายนเรศ ฝีปากเพราะ เกษตรจังหวัดน่าน เปิดเผยกรณีโครงการซ่อมแซม ปรับปรุง เสริมฝาย อ่างเก็บน้ำ การส่งน้ำด้วยระบบท่อ ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการพัฒนา ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในภาคการเกษตรและชนบท จ.น่าน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สั่งการให้ขยายผลซ่อมแซมแหล่งน้ำดังกล่าวให้ครบทั้งจังหวัด หลังจากเคยทำไปแล้ว 663 โครงการ มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 1.07 แสนไร่ว่า ปีที่ผ่านมามีแผนบูรณาการโครงการที่เกษตรกรแต่ละพื้นที่ประชาคมร่วมกัน หลังจากพัฒนาและปรับปรุงแหล่งน้ำพร้อมใช้งานแล้ว ให้หน่วยงานเกษตรเป็นพี่เลี้ยง คิดวิเคราะห์ร่วมกับชาวบ้านหรือเรียกว่า “วางแผนในกระดาษ” หรือวางแผนการผลิตก่อน ตามนโยบายและข้อคิดของ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ รองรับกว่า 470 แผนงาน/โครงการและบางส่วนขับเคลื่อนไปบ้างแล้ว เช่น เดิมปลูกข้าวกันตามธรรมชาติ และพื้นที่หลายแห่งไม่เหมาะสมสำหรับปลูกข้าว แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จำเป็นต้องปลูกเพื่อบริโภคภายในจังหวัด ส่วนส่งออกประมาณปีละ 4,000 ตัน ยังไม่เพียงพอ ดังนั้น พื้นที่ 2.2 แสนไร่ อยู่ภายใต้โครงการซ่อมแซมเหมืองฝายจึงต้องส่งเสริมปลูกพืชหลังนา
“ตัวอย่างอ่างเก็บน้ำน้ำเลียบ บ้านดอนแท่น อ.เชียงกลาง ผลจากการตรวจวิเคราะห์ของสำนักงานพัฒนาที่ดิน เคยได้ผลผลิตข้าวเพียง 1 ไร่ต่อปี ประมาณ 40 ถัง เรามีแผนพัฒนาการเกษตรและปรับปรุงดินลงไป เกษตรกรหว่านปอเทือง ถั่วเขียว และไถกลบดินช่วงกำลังออกดอก จะปลดปล่อยธาตุไนโตรเจนออกมา ทำให้ได้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเป็น 80 ถัง นอกจากนี้ยังส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนา เลี้ยงสุกรพันธุ์เหมยซานที่โครงการนำมาให้ ปลูกลำไยหรือพืชที่เหมาะสมเพิ่มเติม ชุมชนจึงมีรายได้เพิ่มขึ้น” นายนเรศกล่าว และว่า อย่างไรก็ตามปัญหาของ จ.น่าน คือส่วนใหญ่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ ภูมิประเทศไม่เหมือนจังหวัดอื่น โดยพื้นที่ทั้งหมด 7.6 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 2.6 ล้านไร่ ในจำนวนนี้อยู่บนเนินเขาที่ไม่เหมาะสม 85% ดังนั้นพื้นที่ราบ พื้นที่เหมาะสม หรือมีเอกสารสิทธิ์ไม่เกิน 15% การพัฒนาพืชทางเลือกอื่นๆ จึงไม่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลใช้ทั่วประเทศ โดยเฉพาะผลผลิตจะต้องได้รับรองมาตรฐานความปลอดภัย หรือใบคิว หรือต้นน้ำที่เรียกว่าจีเอพี กำหนดว่าพื้นที่ต้องมีเอกสารสิทธิ์จึงเป็นปัญหาของน่านมาตลอด ควรจะเป็นอีกบริบทหนึ่งที่สามารถผ่อนปรน อนุญาต อนุโลมให้เกษตรกรมีสิทธิ์พัฒนา ปลูกพืชอื่นนอกจากข้าวไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปสู่ความยั่งยืน เช่น มะขามเปรี้ยวฝักโต ราคาดี และตลาดต้องการ
นายนเรศกล่าวอีกว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ยั่งยืนนั้น ตนร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ผู้อำนวยการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสจ.) ประชุมกับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เห็นด้วยกับการใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ (ตามมาตรา 19) กรณีลุ่มน้ำชั้น 1 2 แก้ไขปัญหาประเด็นเอกสารสิทธิ์ได้ ให้ จ.น่านคัดแยกพื้นที่ลุ่มน้ำนำร่องมาเพื่อจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) หามาตรการให้ปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรต่อไป ล่าสุดสำนักงานพาณิชย์ จ.น่าน สำรวจพบนำเข้าพืชผักจากต่างจังหวัดลดลงเฉลี่ยประมาณเดือนละ 100 ตัน

