หน้าแรก ภูมิภาค เขื่อนเจ้าพระ...

เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำ 2,500 ลบ.ม. ชาวบ้านเริ่มล้า ขนของนอนริมถนน

4.10.25 | 10:08 น.

เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำ 2,500 ลบ.ม. ชาวบ้านเริ่มล้า ขนของนอนริมถนน

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ชัทนาท กรมชลประทานได้ออกหนังสือแจ้งเตือน 11 จังหวัดลุ่มภาคกลาง ประกอบด้วย จ.อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร ให้เตรียมรับมือกับระดับน้ำที่จะสูงขึ้น เพราะเขื่อนเจ้าพระยาอาจจะมีการปรับเพดานการระบายน้ำจากเดิมไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที ขึ้นไปที่อัตราไม่เกิน 2,700 ลบ.ม./วินาที โดยจะปรับเพิ่มแบบขั้นบันได เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำเหนือที่เพิ่มขึ้น


ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนยกตัวขึ้นอีกอย่างน้อย 40 ซม. โดยจะมีพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่ง ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ ริมคลองโผงเผง จ.อ่างทอง ริมคลองบางบาล ต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ และริมแม่น้ำน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา อ.อินทร์บุรี อ.พรหมบุรี อ.เมือง จ.สิงห์บุรี อ.ไชโย อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง และ ต.โพนางดำตก ต.หาดอาษา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ที่จะมีน้ำเอ่อล้นตลิ่งสูงขึ้น จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ยกของขึ้นที่สูง และติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิดต่อไป

Advertisement

ล่าสุด เทศบาล ต.หาดอาษา พื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อนใน อ.สรรยา จ.ชัยนาท เจ้าหน้าที่และชาวบ้านได้ช่วยก่อแนวกระสอยทรายสูง 1 ม. เพื่อกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชน ซึ่งชาวบ้านบอกว่าระดับน้ำเริ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมาต่อเนื่องทำให้ชาวบ้านต้องเร่งมือก่อแนวกระสอบทรายตั้งแต่ชาวจนดึกทุกวัน และทำแบบนี้มา 7-8 วันแล้วตลอดความยาวของ ต.หาดอาษา 7 กม.ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่มีสภาพอ่อนล้า จากการกรอกกระสอบทรายไปวางเรียงเสริมแนวกั้นน้ำ อีกทั้งเวลากลางคืนก็ต้องจัดเวรยามในการตรวจระวังน้ำที่จะกัดเซาะแนวกั้นพังอีกตลอดทั้งคืน ซึ่งถึงวันนี้ยอมรับว่าทุกคนใจยังสู้แต่กำลังร่างกายเริ่มจะไม่ไหว ถ้าเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายขึ้นไปถึง 2,700 ลบ.ม./วินาที ถึงเวลานั้นแนวกระสอบทรายน่าจะเอาไม่อยู่

ด้าน เทศบาล ต.โพนางดำออก ก็ได้เร่งสร้างคันดินสูง 1.2 ม. ที่บริเวณหน้าวัดไผ่ล้อม ที่ระดับน้ำเริ่มล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชน โดยนายมนตรี คุ้มเขตร์ นายกเทศมนตรีตำบลโพนางดำออก เปิดเผยว่า ช่วงนี้การป้องกันน้ำเข้าชุมชนเริ่มเจอปัญหาและมีอุปสรรคอย่างมากจากฝนที่ตกในพื้นที่ทำให้คันดินที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งที่ชุมชนวัดมะปรางและชุมชนนวัดไผ่ล้อมเองมีอาการน่วมจากการอุ้มน้ำ ทำให้ไม่สามารถนำเครื่องจักรหนักอย่างรถดินและรถแบ๊กโฮเข้าไปเสริมคันเพิ่มเติมได้ ซึ่งถ้าในระยะนี้เขื่อนเจ้าพระยามีการระบายน้ำขึ้นไปถึง 2,700 ลบ.ม./วินาที โดยที่ฝนยังตกชุกก็น่าจะเหนื่อย และมีปัญหาคันดินทรุดหรือแตกได้

ทางเทศบาลจะปรึกษาผู้รู้ในการแก้ไขสถานการณ์ต่อไปเพื่อไม่ให้คันดินกั้นน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนที่ทางเทศบาลต่อสู้กั้นน้ำมา 1 เดือนเต็มต้องพังทลายลงโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งจะมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนหลายพันคน

ส่วนสถานการณ์น้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท กุญแจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำลุ่มภาคกลาง ล่าสุดน้ำเหนือที่ไหลเข้าเขื่อนฯที่จุดวัดน้ำ C2 หน้าค่ายจิรประวัติ อ.เมืองนครสวรรค์ ปริมาณน้ำเหนือเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดวัดได้ 2,805 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำเหนือทรงตัวใน 24 ชม. วัดได้ 16.20 ม.รทก. แต่อิทธิพลของร่องมรสุมที่พาดผ่านตอนบนของประเทศไทยยังกำลังแรง ซึ่งจะทำให้มีฝนตกหนักต่อเนื่อง โดยเขื่อนเจ้าพระยาได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากอัตรา 2,400 ลบ.ม./วินาที ขึ้นเป็นขั้นบันไดไปที่ 2,500 ลบ.ม. เมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งระดับน้ำท้ายเขื่อนล่าสุดยกตัวขึ้น 24 ซม. วัดได้ 15.94 ม.รทก. จึงแจ้งเตือนให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ลงไป จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา เตรียมรับมือระดับน้ำที่คาดว่าจะยกตัวขึ้น 20-30 ซม. ใน 24 ชม.ข้างหน้า

จากสถานการณ์น้ำล่าสุด ทำให้ชาวบ้านนอกคันกั้นน้ำพื้นที่ท้ายเขื่อน 5 ตำบลไล่ตั้งแต่ ต.บางหลวง ลงไป ต.ตลุก ต.หาดอาษา ต.โพนางดำออก ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา มีบ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมสูง 30-120 ซม.แล้ว จำนวนกว่า 300 หลัง ทำให้บางส่วนเก็บของย้ายขึ้นไปอยู่ที่พักชั่วคราวริมถนนคันคลองมหาราชเพื่อความปลอดภัยโดยเฉพาะที่ ต.โพนางดำออก อ.สรรพยา ขึ้นมาสร้างเพิงพักชั่วคราวแล้วกว่า 30 ครอบครัว ชาวบ้านจึงขอให้รถที่ขับผ่านบริเวณที่พักช่วยลดความเร็วลง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

ด้านสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชัยนาท หรือ ปภ. เปิดเผยข้อมูลว่า พื้นที่น้ำท่วมของ จ.ชัยนาท มีที่บริเวณท้ายเขื่อนฯ 1 อำเภอ คือ อ.สรรพยา รวมพื้นที่ 5 ตำบล 18 หมู่บ้าน รวม 362 ครัวเรือน มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 895 คน ซึ่งทั้งหมดอยู่นอกคันกั้นน้ำ โดย ปภ.ได้นำเครื่องสูบน้ำลงไปติดตั้งในพื้นที่เพื่อสูบน้ำฝนที่ท่วมขังออกจากพื้นที่แอ่งกระทะ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบแล้ว