นักวิชาการฝากทีมเศรษฐกิจ “อนุทิน1” ลดต้นทุนชีวิตด้านรายจ่ายก่อนเติมเงินเป๋าตังค์ ชี้ปัญหาเศรษฐกิจเรื้อรัง ทำชาวบ้านชักหน้าไม่ถึงหลัง ขณะที่รมต.คนนอกเป็นความคาดหวัง
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ผศ.นพพร ขุนค้า อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวถึงโฉมหน้า รมต.ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีว่า เป็น ครม.ที่มีปัญหาใหญ่ของรัฐบาลในห้วงระยะเวลาเพียง 4 เดือน คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นเสือป่วยมาอย่างยาวนาน ทั้งเรื่องหนี้ครัวเรือน โดยสิ่งที่จะทำได้ในระยะ 4 เดือนนั้น คือ การลดรายจ่ายให้แก่ประชาชนก่อน เพราะปัญหาใหญ่ของคนไทยที่ต้องขอขีดเส้นใต้ไว้เลย คือ ประชาชนชักหน้าไม่ถึงหลัง
จากรายจ่ายที่เต็มไปหมด ทั้งเรื่องค่าพลังงาน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าน้ำมันต่างๆ ซึ่งถือเป็นต้นทุนของชีวิต ที่มองว่ารัฐบาลชุดนี้ทำได้ ขณะที่ช่วงเวลานี้จะไปเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ประชาชนนั้น มันทำได้ยากกว่า สิ่งที่ควรจะทำก่อน คือ ทำให้ประชาชนลดรายจ่ายเสียก่อน ส่วนนโยบายแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ก็เติมเงินเข้าไปตามที่รัฐบาลกำลังจะคิดและทำ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส จะเป็นการแก้ปัญหาได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แบบเฉพาะหน้าสั้นๆ แต่ที่สำคัญที่สุด คือ ต้องลดรายจ่ายเพื่อให้เงินในกระเป๋าของพี่น้องประชาชนมีเหลือ จากนั้นจึงมาดูเรื่องของดอกเบี้ย แม้รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ แต่สามารถประสานความร่วมมือกันได้
ยังมีปัญหาใหญ่ของคนไทยอีกอย่าง คือ ปัญหาการจ่ายดอกเบี้ย ดอกเบี้ยบ้าน บัตรเครดิต บัตรเงินสด ที่ประชาชนติดหนี้ในกลุ่มนี้จำนวนมาก คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ที่กำหนดดอกเบี้ย หรือ ดอกเบี้ยนโยบาย ที่เขาลดให้แบบไม่เห็นมรรคเห็นผล ไม่ได้บอกว่าให้รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงแบงก์ชาติ เพียงแต่ขอความร่วมมือเพื่อทำให้ประชาชนมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น ส่วนที่เหลือก็ให้รัฐเติมการใช้จ่ายเข้ามาให้แก่ประชาชนในระยะสั้นๆ เพื่อแก้ไขสิ่งที่กำลังป่วยหนักและเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย โดยจะให้เห็นมรรคเห็นผลเลยนั้น ยังไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่จะขอเน้นย้ำไปในเรื่องการลดรายจ่ายให้แก่ประชาชนก่อน และใช้นโยบายที่กำลังคิดทำอยู่นี้ไปกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน
ส่วนโฉมหน้ารัฐมนตรี หรือ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ขอเรียกว่าเป็นการปัดฝุ่น แต่เป็นการทำให้หน้าตา ครม.เศรษฐกิจดูดีขึ้น หรือเสริมให้สวยหล่อขึ้น ไม่ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เ รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ทำให้ ครม.ชุดนี้ไม่ยี้มากกับในสัดส่วนของโควตานักการเมือง ต้องรอดูฝีมือกันว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทินจะทำผลงานให้จับต้องได้มากแค่ไหน ถ้าทำอะไรที่เป็นการลดรายจ่ายให้แก่ประชาชนทั้งพลังงาน ค่าน้ำค่าไฟและดอกเบี้ยอะไรต่างๆ จะทำให้ความสวยหล่อของทีมนี้จะดูดีมากขึ้น ในเบื้องต้นเมื่อมี ครม.เข้ามาก็เป็นความหวังของประชาชนแล้ว แม้เป็น ครม.ระยะสั้นๆ แต่เชื่อว่าทั้งสามคงจะไม่เอาชื่อมาทิ้งในรัฐบาลนี้ และขอให้ทำงานเพื่อประชาชน และผลที่ได้มาก็คือตัว รมต.เอง รวมถึงแกนนำรัฐบาลที่จะได้ความไว้วางใจจากประชาชนเพิ่มขึ้น โดยต้องทำให้ประชาชนเห็นและทำในสิ่งที่พูดกับประชาชนไว้ ในห้วงเวลา 4 เดือนนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่นายอนุทิน จะได้โชว์ฝีมือให้กับประชาชนได้เห็น
นอกจากนี้รัฐบาลต้องไม่ทำอะไรให้ประชาชนรู้สึกว่า พอเปลี่ยนรัฐบาล หรือการอยากเข้ามาเป็นรัฐบาล เพื่อเข้ามาจัดการกับบางเรื่องที่พี่น้องประชาชนจับตา ซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องเขากระโดงและการฮั้วเลือก สว. ที่รัฐบาลต้องพึงระวัง เพราะหากเกิดการแทรกแซงและประชาชนเกิดความรู้สึกอย่างนั้น โดยการเมืองนั้นความเชื่อคือความจริง ที่อาจเป็นกระแสตีกลับไปถึงยังคุณอนุทินได้
ยังมีเรื่องที่ต้องทำอย่างจริงจัง คือ การแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการจัดตั้งสถาบันทางการเมืองที่การเมืองไทยเรามีปัญหาในปัจจุบัน ถือเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะ รธน.ปี 2560 เป็นการจัดโครงสร้างสถาบันทางการเมืองที่ผิดรูปผิดตัว ตลอดจนเรื่องเศรษฐกิจ และการไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมต่างๆ รวมทั้งยุบสภาในระยะเวลาที่พูดไว้ จะทำให้รัฐบาลอนุทินได้รับความชื่นชม และการแก้ปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้น รัฐบาลต้องใส่ใจในยามที่ประชาชนเดือดร้อน รัฐบาลไม่มีเวลาฮันนีมูนตามที่รัฐบาลพูดว่า ทำงานทุกวันนั้นจะพูดอย่างเดียวไม่ได้ ก็ต้องทำงานทุกวันให้ประชาชนเห็นและมีผลงานออกมา
“สุดท้ายฝากให้รัฐบาลเดินหน้าทำงาน อย่าใช้เวลาที่เหลือหรือที่มีอยู่ไปในทิศทางการเมืองให้มาก ขอย้ำว่าอย่าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ทั้งเรื่องเขากระโดงและการฮั้ว สว. เรื่องรัฐธรรมนูญก็ต้องเดินหน้าต่อให้เห็นว่าจะมีการแก้ไขอย่างจริงจัง และเศรษฐกิจที่ต้องแก้ไขในระยะสั้นที่เป็นอาการเสือป่วยที่ป่วยอย่างหนักจริงๆของประเทศไทย หากท่านทำดีการเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะมีโอกาสกลับมาเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่หากทำไม่ดีจะถูกกระแสตีกลับ จากนั้นผลที่ได้รับก็จะเกิดจากตัวผู้กระทำ
ขอบอกไว้ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีเวลาฮันนีมูนแล้ว และต้องทำงานให้ประชาชนที่รอคอยความหวังอยู่ได้เห็น”

