ชาวบ้านท้ายเขื่อนดีใจ ครม.จ่อเยียวยาครอบครัวละ 9 พัน ถือว่าเหมาะสม ชี้ ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
จากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมชงมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยตั้งอัตราความช่ยเหลือเยียวยาไว้ครองครัวละ 9,000บ. ที่จะนำเข้าที่ประชุมในวันที่ 14ต.ค.นี้้นั้น
วันที่ 8 ตุลาคม ล่าสุดมีเสียงตอบรับจากชาวบ้านในพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่กำลงถูกน้ำท่วม โดยนายพรสิทธิ์ ใหญ่โต ชาวบ้าน ต.โพนางดำ บอกว่าการเยียวยาอัตราครัวเรือนละ 9,000บาท นั้นถือว่าเหมาะสม เพราะดีกว่าไม่ได้รับความช่วยเหลืออะไรเลย อย่างน้อยก็พอบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ถูกน้ำท่วมลงได้บ้าง แม้ว่าจะไม่ครอบคลุมได้ทั้งหมดก็ตาม ถ้าถามความรู้สึกของชาวบ้านจริงๆแล้วถ้าเลือกได้ก็ยอมที่จะไม่ถูกน้ำท่วมจะดีกว่า เพราะการที่ต้องอยู่กับสภาพถูกน้ำท่วม เป็นเดือนๆไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้มันทุกข์ยากและลำบาก จนไม่สามารถนำจำนวนเงินที่เยียวยามาคำนวนชดเชยความรู้สึกได้

นายพรสิทธิ์ กล่าวว่า แต่ก็อยากฝากถึงท่านนายกอนุทินว่า อยากให้กำชับเข้มงวดกับท้องที่ ที่ทำการสำรวจว่าขอให้สำรวจตามความเป็นจริงตรงไปตรงมา เพราะในอดีตชาวบ้านมักจะเจอปัญหาคาใจอยู่ตลอดว่า ญาติหรือครอบครัวผู้ออกสำรวจจะได้รับการเยียวยาในอัตราสูงเป็นพิเศษ เพราะเขียนค่าความเสียหายแบบจัดเต็ม แต่กับชาวบ้านทั่วไปที่ไม่ใช่ญาติหรือพรรคพวก มักจะถูกด้อยค่าบันทึกความเสียหายน้อยเกินจากความเป็นจริง

ส่วนพื้นที่อพยพหนีน้ำท่วม ทางหลวงชนบทหมายเลข 3018 ถนนคันคลองมหาราช พื้นที่ 3 ตำบลท้ายเขื่อนที่มีพื้นที่ถูกน้ำท่วมล่าสุดพบว่า มีประชาชนที่อพยพขนข้าวของทรัพย์สินมีค่าหนีน้ำขึ้นมาอยู่บนถนนเพิ่มมากขึ้น โดยชาวบ้านบอกว่าหลังจากคันดินหน้าวัดสมอ ม.3 ต.โพนางดำออก แตกลงจากมวลน้ำมหาศาลของแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำก็ทะลักเข้าชุมชนขยายวงกว้างออกไปเรื่อย
ล่าสุดพบว้่ามีพื้นที่น้ำท่วมใน ต.โพนางดำ ออกแล้ว 6 หมู่บ้านความสูงของน้ำ 30-180 ซ.ม. มีบ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมทั้งสิ้น 1,200 ครัวเรือน และมีผู้อพยพขึ้นมานอนบนถนนคันคลองมหาราชแล้วกว่า600 ครอบครัว ซึ่งเมื่อรวมทั้ง 3 ตำบลในพื้นที่น้ำท่วมของ อ.สรรพยา คือ ต.ตลุก ต.หาดอาษา และ ต.โพนางดำออก มีชาวบ้านขึ้นมานอนบนถนนรวมแล้วกว่า 700 ครอบครัว จนถนนคันคลองมหาราชเหลือช่องเดินรถเพียงช่องเดียว ซึ่งทางเทศบาลทั้ง 3 แห่งและทางหลวงชนบทได้ทำป้ายเตือนให้ลดความเร็วในการใช้รถเมื่อผ่านช่วงที่พักของชาวบ้านเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

ส่วนสถนการณ์น้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท กุญแจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำลุ่มภาคกลาง ตรวจสอบน้ำเหนือที่ไหลเข้าเขื่อนฯที่จุดวัดน้ำC2 หน้าค่ายจิรประวัติ อ.เมืองนครสวรรค์ ปริมาณน้ำเหนือเริ่มมีแนวโน้มลดลงอีกครั้ง ล่าสุดวัดได้ 2,753ลบ.ม./วินาที ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนลดลง12ซ.ม.วัดได้ 15.91ม.รทก. โดยทางเขื่อนเจ้าพระยาได้พิจารณาปรับลดการระบายน้ำลงจาก2,500ลบ.ม./วินาที ไปที่อัตรา 2,400ลบ.ม./วินาที เป็นวันที่ 2 เพื่อลดผลกระทบและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อน ซึ่งระดับน้ำท้ายเขื่อนล่าทรงตัวใน24ช.ม.วัดได้ 15.70ม.รทก. ซึ่งจะมีผลให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ลงไป จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำจะลดลง5-10ซ.ม.ใน24ชม.ข้างหน้า
ด้านสำนักงาน ปภ.จังหวัดชัยนาท เผยว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ถูกน้ำท่วม 1 อำเภอคือ อ.สรรพยา จำนวน 5 ตำบล 23 หมู่บ้าน 1,678 ครัวเรือน และประชาชนได้รับผลกระทบ 4,467คน

