ผอ.สกร.ภูเก็ต เตรียมบรรจุโครงการ Read For The Future การอ่านเพื่ออนาคต ลงไปในแผนการส่งเสริมการเรียนรู้ ปลื้มสะท้อนประโยชน์ถึงชุมชนในหลายด้าน
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ดร.มณฑาทิพย์ เสยยงคะ ผู้อำนวยการ สกร. ประจำจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า โครงการ Read for the future สำนักงาน สกร.ประจำจังหวัดภูเก็ต มีการวางแผนที่จะกระจายหนังสือ โดยจะบรรจุโครงการนี้ลงไปในแผนการส่งเสริมการเรียนรู้ ของ สำนักงานสกร. ประจำจังหวัดภูเก็ต พ.ศ. 2569- 2570 โดย มอบแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ บรรจุโครงการ Read For The Future ในแผนพัฒนาสถานศึกษาและแผนปฏิบัติการประจำปี 2569
ในเบื้องต้น หนังสือกระจายไปที่ อำเภอแต่ละอำเภอซึ่งมีห้องสมุดประชาชนและห้องสมุดเฉลิมราชกุมารีที่อำเภอกะทู้และห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติที่อำเภอกะทู้ เช่นเดียวกัน จะกระจายหนังสือไปยังห้องสมุดประชาชนอำเภอ ห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารีและห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติ และให้คิดสร้างสรรค์ จัดกิจกรรมเชิงรุกเชิงนวัตกรรม เช่น ห้องสมุดสำหรับชาวตลาด บ้านหนังสือชุมชน Library Delivery ห้องสมุดเคลื่อนที่ในบริบทของแต่ละสถานศึกษา เพื่อนำหนังสือกระจายออกไปให้บริการประชาชนให้ครบทุกพื้นที่ในจังหวัดภูเก็ตในส่วนนี้จะเน้นประชาชนกลุ่มทั่วไป
และจัดหนังสืออีกส่วนหนึ่งไว้ที่รถห้องสมุดเคลื่อนที่คันใหม่ ที่ได้รับงบจากกรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้จัดซื้อ
โดยจัดทำเป็นแผนการออกให้บริการเป็นรายสัปดาห์หรือเจ้าหน้าที่จากจังหวัดบรรณารักษ์ ศกร.ระดับอำเภอและครูสกร.ตำบลที่ประจำพื้นที่ตามแผนการออกให้บริการ
เน้นกลุ่มเด็กและเยาวชน อาจจะขอความร่วมมือหน่วยงานทางการศึกษา โรงเรียนประถมต่างๆเด็กด้อยโอกาสที่เป็นชนกลุ่มน้อยที่เป็นประชาชนแฝงที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ต โดยจะทำแผนให้บริการในส่วนรถโมบายเป็นรายเดือนออกให้บริการทุกสัปดาห์ ซึ่งรถโมบายตอนนี้ รอที่จะส่งของมาอยู่ ยังไม่ได้แต่ในส่วนห้องสมุดสามารถดำเนินการเป็นQuick Win ได้เลย
โครงการนี้สะท้อนประโยชน์ถึงชุมชนในหลายด้าน กล่าวคือ ด้านการศึกษาและการเรียนรู้สร้างนิสัยรักการอ่านในชุมชน ส่งเสริมให้เด็กเยาวชนและผู้ใหญ่เห็นความสำคัญของการอ่านในชีวิตประจำวัน เป็นกลไกหนึ่งในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวมของจังหวัดภูเก็ต
เมื่อคนในชุมชนอ่านมากขึ้นความรู้และทักษะพื้นฐานด้านการอ่านออกเขียนได้การคิดวิเคราะห์ก็จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตเกิดขึ้นได้จริง มีพื้นที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการอ่าน เช่น กิจกรรมหนังสือเล่มโปรดผู้นำ กิจกรรมหนูน้อยนักอ่าน กิจกรรมมาชวนคุณตา คุณยายอ่านกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชุมชนแห่งการเรียนรู้หรือ Learning Community
ด้านสังคมและวัฒนธรรมการอ่านสามารถเชื่อมโยงคนในชุมชนสร้างความสัมพันธ์และความอบอุ่นระหว่างคนทุกช่วงวัย ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กที่ขาดโอกาสเข้าถึงหนังสือและสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย สร้างค่านิยมการแบ่งปันความรู้แบ่งปันประสบการณ์การอ่าน เป็นการเสริมวัฒนธรรมแห่งการให้
ด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพิ่มทักษะอาชีพ ผ่านการอ่านหนังสือแนวอาชีพหรือนวัตกรรมท้องถิ่นช่วยให้คนในชุมชนพัฒนาอาชีพเช่น เกษตรแปรรูป งานฝีมือ การตลาดออนไลน์ เป็นต้น
การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เช่น ตลาดนัดหนังสือชุมชน หรือ มุมหนังสือในร้านกาแฟ สามารถช่วยดึงดูดคนเข้าร้านและเพิ่มยอดขายได้ ต่อยอดสู่เศรษฐกิจความรู้ เมื่อคนมีความรู้มากขึ้นย่อมสามารถพัฒนานวัตกรรมหรือโครงการสร้างสรรค์เพื่อประกอบสัมมาอาชีพของตนเองได้
ด้านจิตใจและคุณภาพชีวิตสร้างแรงบันดาลใจและความคิดเชิงบวกจากเรื่องราวในหนังสือ ลดพฤติกรรมเสี่ยง ของเยาวชน โดยใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์เพราะการอ่านช่วยเปิดมุมมองใหม่และสร้างทักษะชีวิตที่ดีขึ้น สร้างชุมชนเข้มแข็งที่คนในสังคมมีความรู้และมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม
หนังสือที่กระจายไปตามแหล่งชุมชนกลุ่มวัยสนใจอ่าน ดังนี้ ในช่วงวัย 0-2 ปีช่วงวัยนี้ จะอ่านผ่านคุณแม่ส่วนมาก จะเป็นหนังสือหรือสื่อเกี่ยวกับอาหารและสุขภาพ, วัยเด็ก 2-12 ปีแบ่งเป็นวัย 2-4 ปี จะสนใจอ่านหนังสือภาพ หนังสือมีเสียงหนังสือที่สามารถสัมผัสได้
วัย 4-6 ปีจะสนใจอ่านนิทานภาพ หนังสือคำคล้องจองที่ต้องให้คุณแม่อ่านให้ฟัง วัย 7-9 ปีจะสนใจอ่านการ์ตูนความรู้นิทานผจญภัย หนังสือวิทยาศาสตร์ วัย 10-12 ปีจะสนใจอ่านนิยายแฟนตาซีหนังสือแรงบันดาลใจความรู้เฉพาะด้าน
สำหรับวัยรุ่น 12-15 ปีจะสนใจอ่านนิยายแฟนตาซี การ์ตูนความรู้หนังสือสร้างแรงบันดาลใจและความฝัน วัย 15-18 ปีจะสนใจอ่านหนังสือการพัฒนาตนเองความสัมพันธ์ทักษะชีวิตการค้นหาตัวตนและเตรียมอนาคต
วัย 18 ถึง 20 ปีจะสนใจอ่านหนังสือแนวอาชีพธุรกิจจิตวิทยาเทคโนโลยีพัฒนาความคิดและเส้นทางอาชีพและนวัตกรรมใหม่ในโลกยุคปัจจุบัน
วัย 20ถึง 35 ปี จะสนใจอ่านหนังสือพัฒนาตนเองการสร้างแรงบันดาลใจการเงินนิยายรักการแสวงหาความสำเร็จ วัย 36-50 ปีจะสนใจอ่านหนังสือภาวะผู้นำจิตวิทยาธรรมะและสุขภาพ
วัย 51-60 ปีจะสนใจอ่านหนังสือธรรมะชีวประวัติ วัฒนธรรมสุขภาพจิตและกายการแสวงหาความสุขสงบและคุณค่าชีวิตวัยผู้สูงอายุ 60 ปีถึง80 ปีขึ้นไป จะสนใจอ่านหนังสือสุขภาพธรรมะความรู้ทั่วไปรักษาสุขภาพและจิตใจ ความทรงจำ ครอบครัว หนังสือภาพหนังสือเสียงผ่อนคลายและฝึกสมาธิ
ผู้อำนวยการ สำนักงานสกร.ประจำจังหวัดภูเก็ต กล่าวต่อไปว่า “โครงการ Read For The Future เป็นโครงการที่ดี ที่ควรทำอย่างต่อเนื่อง โดยนำโอกาส จาก มติชน มูลนิธิเสริมกล้า ที่ให้โอกาสในครั้งนี้ ผสมผสานกับกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้เดิมที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
เช่น ห้องสมุดสำหรับชาวตลาด บ้านหนังสือชุมชน Library Delivery ห้องสมุดเคลื่อนที่ในบริบทของแต่ละสถานศึกษา เป็นต้น
กิจกรรมเชิงรุกเหล่านี้ทุกสถานศึกษาได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี ถือว่าโครงการ Read For The Future ได้เข้ามาช่วยต่อ ยอดกิจกรรมเหล่านี้ให้มีสีสันและคุณค่ามากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ให้ประชาชนได้เกิดการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต
ดังนั้น ในโอกาสที่ได้รับความร่วมมือจาก มติชน เป็นการต่อยอดและสามารถที่จะเพิ่มคุณค่าในกิจกรรมส่งเสริมการอ่านได้มากพอสมควร เพราะว่า ตอนนี้งบประมาณของห้องสมุดได้ประมาณ 5,000 บาท ในการซื้อหนังสือเล่มดีๆได้ไม่ถึง 20 เล่ม
ถ้าได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิเสริมกล้า ด้วย ถือว่าเป็นโอกาสอันดีของทางจังหวัดภูเก็ต ซึ่งงบประมาณห้องสมุดทางกรมฯได้จัดสรรให้ 6 เดือนประมาณ 2 ครั้งครั้งละ 5,000 บาทคิดเป็นปีละ 10,000 บาท ส่วนใหญ่จะได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคเอกชนที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ตค่อนข้างดีมากในการสนับสนุนเรื่องสื่อและงบประมาณในการซื้อหนังสือที่มีเพิ่มเติมให้บ้าง
โดยภาคเอกชนจะมีผลมากในการสนับสนุนโครงการนี้ ในช่วงหนึ่งได้รับความร่วมมือจาก TK Park ในช่วงนั้นเฟื่องฟูมากบรรณารักษ์มีความสุขมากในการทำงานมีความรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนและส่งเสริม คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆในการไปแข่งขันประชันกันในระดับประเทศ มีการมอบรางวัลเป็นความภาคภูมิใจ ซึ่งได้หายไปช่วงหนึ่ง อยากให้กลับมาอีก ในเรื่องของห้องสมุด และได้กลับมา ฟื้นฟูอีก หลังจากได้รับความร่วมมือจาก มติชน ในโครงการ Read For The Future ที่เห็นเป็นรูปธรรมปีนี้
ในเรื่องนี้ มีความคิดว่าเป็นวาระแห่งชาติอยากให้รัฐบาลควร สนับสนุนการซื้อหนังสือ ซึ่งเมื่อก่อน ทางสกร .มีงบประมาณรายการซื้อหนังสือห้องสมุด ปีละประมาณ 100,000 บาทสามารถ support ในเรื่องการซื้อหนังสือใหม่ ได้มากพอสมควรแต่ระยะหลังมาเริ่มน้อยลง ซึ่ง 100,000 บาทนั้น เป็นงบประมาณในเรื่องการซื้อสื่ออย่างเดียว และกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่อยู่ในห้องสมุดเชิงรุก ที่ออกไปในพื้นที่ด้วย จึงอยากให้รัฐบาลทำต่อเนื่อง ในการสนับสนุน
ถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องการอ่าน และ ขอความร่วมมือจากเอกชนในภาพรวมของประเทศคิดว่าน่าจะดีมาก ซึ่งการอ่านเป็นสิ่งสำคัญ จะเห็นได้ว่า ปัจจุบัน เด็กเริ่มสนใจการอ่านน้อยลงและหนังสือดีๆที่เกิดขึ้นก็มีคนอ่านน้อยลงเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมากอยากให้หนังสือดีๆที่เกิดขึ้นได้รับการอ่าน จะสามารถซึมซับเข้าไปในจิตใจ บ่มเพาะให้มีความละเอียดอ่อนมากขึ้น มีจินตนาการมากขึ้น สามารถคิดอ่านวิเคราะห์และมีเหตุผล รวมทั้ง สมาธิไม่สั้น เมื่อได้รับการอ่านจะสามารถจุดประกาย มีแรงบันดาลใจ มี passion ที่จะทำให้เติมเต็มชีวิตมากขึ้น”

