หน้าแรก ภูมิภาค ‘สวนฆรา...

‘สวนฆราวาส’ โคราช โมเดลปลูกกาแฟในป่า จากป่าดงมะไฟสู่กาแฟGI

15.10.25 | 15:36 น.

‘สวนฆราวาส’โคราช
โมเดลปลูกกาแฟในป่า
จากป่าดงมะไฟสู่กาแฟGI


ที่บ้านดงมะไฟ หมู่ 8 ต.มะเกลือใหม่ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา เส้นทางขึ้นวัดป่าภูผาสูง วัดท่องเที่ยวชื่อดังของ จ.นครราชสีมา ที่นี่เป็นชุมชนที่ทำการเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิด โดยเฉพาะเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้าที่ใหญ่ที่สุดของ จ.นครราชสีมา เป็นที่รู้จักในชื่อ “กาแฟดงมะไฟ” กาแฟ GI ขึ้นชื่อของจังหวัด

ช่วงนี้กาแฟกำลังออกลูกเป็นจำนวนมาก เกษตรกรหลายคนต่างพากันเก็บเมล็ดกาแฟเพื่อนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น เมล็ดกาแฟคั่ว เมล็ดกาแฟบด หรือทำกาแฟสดขายกันอย่างคึกคัก

มีสวนกาแฟแห่งหนึ่งในหมู่บ้านดงมะไฟที่มีวิธีการปลูกกาแฟแปลกแตกต่างจากไร่กาแฟทั่วไป คือที่สวนฆราวาส ของนายอนิรุทธ์ ดุจจานุทัศน์ เกษตรกรผู้หลงใหลในป่าเขา และยังรักในการปลูกกาแฟ โดยภายในสวนฆราวาสซึ่งมีพื้นที่กว่า 14 ไร่ มีต้นไม้ป่าเบญจพรรณขนาดใหญ่นานาชนิด เช่น ต้นสัก ต้นพะยูง ต้นยางนา ต้นประดู่ ต้นตะเคียน ต้นเต็ง และต้นรัง ขึ้นปกคลุมอย่างร่มรื่น ขณะเดียวกัน ตามโขดหินและพื้นด้านล่างกลับพบว่ามีต้นกาแฟจำนวนมากขึ้นแทรกอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่อย่างกลมกลืน คนงานดูแลสวนที่ต้องเดินไปค้นหาต้นกาแฟในป่าเพื่อเก็บผลกาแฟ ลักษณะคล้ายเดินหาเก็บเห็ด เป็นที่แปลกตา ต่างจากไร่กาแฟทั่วไปที่ปลูกต้นกาแฟเป็นทิวแถว เก็บง่าย ไม่ยุ่งยาก

Advertisement

โดยสวนฆราวาสแห่งนี้มีต้นกาแฟที่กำลังออกลูกอยู่กว่า 1,000 ต้น ในแต่ละปีสามารถเก็บเมล็ดกาแฟได้กว่า 500 กิโลกรัม และมีต้นกล้ากาแฟขนาดเล็กที่เกิดจากเมล็ดกาแฟที่ร่วงหล่นตามธรรมชาติ ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณอีกไม่ต่ำกว่า 5,000 ต้น ซึ่งแต่ละปีสามารถเก็บเมล็ดกาแฟ ทำผลิตภัณฑ์ขายได้ไม่น้อยกว่า 2 แสนบาท และยังเพาะต้นกล้าขาย สร้างรายได้ให้กับสวนได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย

นายอนิรุทธ์ ดุจจานุทัศน์ เจ้าของสวนฆราวาส บ้านดงมะไฟ หมู่ 8 ต.มะเกลือใหม่ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา กล่าวถึงแนวคิดการปลูกกาแฟในสวนป่าเบญจพรรณว่า ศึกษาธรรมชาติของกาแฟมานาน พบว่ากาแฟไม่ใช่พืชเชิงเดี่ยว แต่เป็นพืชที่เจริญเติบโตแทรกอยู่กับพรรณไม้อื่นในป่า จึงเลือกปลูกกาแฟแทรกในป่าเบญจพรรณที่มีต้นไม้ใหญ่หลากชนิดให้ร่มเงา ทำหน้าที่เป็นพืชพี่เลี้ยงช่วยรักษาความชุ่มชื้นและสร้างสมดุลของระบบนิเวศ การปลูกกาแฟแบบนี้มีต้นทุนต่ำเกือบเป็นศูนย์ เพราะอาศัยระบบธรรมชาติช่วยเลี้ยงต้นกาแฟ มีเพียงค่าแรงในการเก็บเกี่ยวเท่านั้น นอกจากจะลดต้นทุนแล้ว กาแฟที่ปลูกในป่าเช่นนี้ยังให้คุณภาพดี มีกาเฟอีนต่ำกว่า 3% ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้กาแฟดงมะไฟได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา อีกทั้งการปลูกแบบผสมผสานยังไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่กลับช่วยรักษาป่าเดิมไว้และสร้างรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนอีกด้วย

นายอนิรุทธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า เมล็ดกาแฟที่ร่วงหล่นจากต้นสามารถงอกขึ้นมาเป็นต้นใหม่ได้เองตามธรรมชาติ ทำให้มีต้นกล้ากาแฟเกิดขึ้นเองจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำไปเพาะขยายพันธุ์และจำหน่ายได้อีกทางหนึ่ง ผลผลิตกาแฟส่วนใหญ่จะถูกนำไปคั่วและบดเพื่อจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์หลัก ส่วนเมล็ดที่ไม่ได้มาตรฐานจะนำไปเผาเป็นถ่านชาโคลใช้ทำยาสีฟันและสบู่ สะท้อนแนวคิด “ไม่เสียของ” ในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ปัจจุบันกาแฟดงมะไฟที่ผลิตด้วยวิธีนี้ได้รับความนิยมในตลาด

“มีแผนที่จะร่วมมือกับเกษตรกรอีก 9 สวนในพื้นที่ เพื่อรวมกลุ่มสร้างตลาดกาแฟดงมะไฟให้แข็งแรง และผลักดันแนวทางการปลูกกาแฟในป่าให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง เพื่อให้คนในชุมชนมีรายได้โดยไม่ต้องตัดไม้ทำลายป่า”