ตร.ออกหมายเรียก หนุ่ม 23 ผู้จัดการบ.ทัวร์ ทิ้ง 170 ผู้แสวงบุญ กลางสนามบิน เสียหายหลายล้าน
จากกรณีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังจากฮุตญาจ (ผู้เดินทางไปแสวงบุญอุมเราะห์) จำนวนกว่า 170 คน ที่เตรียมออกเดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ถูกบริษัททัวร์แห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานี แจ้งหยุดเดินทางในวันสุดท้ายกลางสนามบิน ไม่มาตามนัดหมาย ไม่มีเจ้าหน้าที่บริษัท ผู้นำไกด์ หรือแซะห์ มาปรากฏตัวตามที่แจ้งไว้ จนผู้เสียหายแทบช็อก ทำตัวไม่ถูก สูญเสียแรงกาย ใจ และทรัพย์สินทันที
ฮุจญาตและญาติที่เดินทางมาส่ง ต่างพากันรอเก้ออยู่บริเวณสนามบินนานหลายชั่วโมง ก่อนจะพบว่าไม่สามารถติดต่อ จนท.บริษัทได้ โทรศัพท์ไม่รับสาย และเมื่อเช็กข้อมูลพบว่าถูกหลอก
ผู้เสียหายแต่ละรายระบุว่า ได้จ่ายเงินค่าทัวร์ไปแล้ว บางรายยอมจ่ายรายละเกือบ 100,000 บาท ซึ่งเป็นเงินเก็บทั้งชีวิตเพื่อไปแสวงบุญ แต่กลับถูกลอยแพไม่ทราบชะตากรรมของผู้จัดการบริษัท
มีรายงานว่าเจ้าของบริษัทหายตัวไปอย่างเงียบ และหลังจากเหตุการณ์ 1 วัน ทางบริษัทได้โพสต์ข้อความแสดงคำขอโทษ และจะพยายามหาเงินมาจ่ายคืนแก่ผู้เสียหายภายใน 5 เดือน

ช่วงบ่ายวันนี้ 14 ต.ค. 13.00 น. ที่ สภ.เมืองปัตตานี กลุ่มผู้เสียหายกว่า 41 คน จากจังหวัดปัตตานี นราธิวาส และสงขลา ได้ทยอยเดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับบริษัทดังกล่าว โดยมี พ.ต.ท.วินิตร อินสุวรรณ รอง ผกก.สารวัตรสืบสวน สภ.เมืองปัตตานี พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ตำรวจท่องเที่ยว มอบหมายให้ พ.ต.ท.ศักดิ์อนันตื คำไสย สวญ.ส.ทท.หาดใหญ่ และ พ.ต.ท.ณัฐวรรธน์ สงคง สว.ส.ทท.ปัตตานี มาร่วมรับเรื่องร้องเรียน ช่วยดำเนินการเพราะผู้เสียหายครั้งนี้มีเป็นจำนวนมาก
ด้าน พ.ต.อ.เจฟฟรีย์ ไศลมานกุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ให้ญาติและผู้เสียหายทั้งหมดรวมตัวกันมาแจ้งความให้เร็วที่สุด พร้อมยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการเอาผิดให้ถึงที่สุด เนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมากและมูลค่าความเสียหายรวมหลายล้านบาท

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า สำนักงานของบริษัทในตัวเมืองปัตตานีปิดทำการมาแล้ว 2-3 วัน แม้ก่อนหน้านี้ยังมีการแจกกระเป๋าเดินทางและดำเนินกิจกรรมตามปกติ แต่กลับติดต่อไม่ได้จนถึงตอนนี้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงประชาชนต่อไป โดนในหลายคดี ทางตำรวจท่องเที่ยวตรวจเช็กทะเบียนบริษัทปรากฏว่าไม่ได้จดเป็นบริษัทนำเที่ยวและกิจการฮัจย์ หรืออุมเราะห์แต่อย่างใด จดขึ้นมาลอยๆ เข้าข่ายลักษณะไกด์เถื่อน
นางกุลยา ชาวจังหวัดปัตตานี หนึ่งในผู้เสียหายได้กล่าวทั้งน้ำตา ว่า วันก่อนตนเลือกแบบ VIP จ่ายไป 80,000 บาท แล้วเมื่อไปสนามบิน ทางบริษัทดังกล่าวขอเพิ่มอีก 15,000 บาท รวม 95,000 บาท แต่สุดท้ายโดนหลอกลวง อ้างจองตั๋วไม่ได้ ตอนนี้ยังมืดแปดด้าน เราผิดหวังมาก ร้องไห้ทั้งน้ำตา ช้ำใจที่สุด ทำกินบนความเชื่อ ความศรัทธา การอดออมมาหลายปี ต้องเหนื่อยมาดำเนินคดีอีก แต่อย่างไรต้องทำทุกวิถีทางให้ได้เงินคืน และจะดำเนินการให้ถึงที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนใหญ่ผู้เสียหายกว่า 170 คนนี้ มีอาชีพข้าราชการหลายคน พยาบาท ทหาร ตำรวจ รวมถึงเครือญาตินักการเมืองท้องถิ่น ได้ขอพักลางานไปแสวงบุญอย่างสูญเปล่า รวมถึงอื่นๆ ที่ลงแรงไป ทรัพย์สิน และสูญเสียทั้งเวลา อย่างไรก็ตามทางพนักงานสอบสวนที่รับทำคดีนี้ และทาง DSI จะร่วมกันรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุดต่อไป

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าล่าสุด เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวน เปิดเผยว่า พบข้อมูลชัดเจนว่า บริษัทดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัททัวร์จริง ไม่มีมัคคุเทศก์หรือบุคลากรที่ได้รับอนุญาตใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงผู้จัดการคนเดียวชื่อ นายรุสดี อายุ 23 ปี เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด
นอกจากนี้มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ได้ออกหมายเรียกนายรุสดี เข้าพบพนักงานสอบสวนภายในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ เนื่องจากการตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่านายรุสดีมีพฤติกรรมหลอกให้ชาวบ้านและนักลงทุนร่วมลงทุนในโครงการอ้างว่าเกี่ยวกับธุรกิจทัวร์และนำเงินไปหมุนลงทุนต่างประเทศ มูลค่าความเสียหายรวม 45 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้มีภาพถ่ายของเจ้าตัวนำเงินสดจำนวนหลายสิบล้านบาทวางบนโต๊ะแล้วถ่ายรูปเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบความเชื่อมโยงว่า บริษัทดังกล่าวจะมีความเชื่อมโยงกับบุคคลอื่นในพื้นที่หรือไม่ รวมไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียง

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลและพยานหลักฐานเนื่องจากมีรายงานว่ามีนักธุรกิจในพื้นที่ถูกหลอกเงินไปจำนวน 43 ล้านบาท
ล่าสุดรายงานว่า นายรุสดี อายุ 23 ปี ได้เดินทางออกนอกประเทศแล้วเมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา


