เจ้าของรถเกี่ยวข้าวยอมรับ ไม่กล้ารับงานตามแนวชายแดน หวั่นเจอระเบิดตกค้าง-ยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ ชี้แม้จะมีคนจ้างไร่ละ 1,500 ต่อไร่จาก 600 บาทก็ไม่กล้า เกษตรกรหนักใจ ปลูกทั้งอ้อยและข้าว ถามถึงรัฐบาลจะช่วยอย่างไร
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานถึงสถานการณ์ความไม่สงบ ชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วงที่ผ่านมายังส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฤดูเก็บเกี่ยว ถึงแม้จะไม่มีการปะทะแล้วก็ตาม แต่คนในพื้นที่ยังอยู่ด้วยความหวาดระแวง ไม่กล้าออกไปกรีดยางตอนกลางคืน อีกทั้งทำการเกษตรด้วยความไม่สบายใจดังเดิม เพราะยังมีกระแสความขัดแย้งมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแนวชายแดนด้าน จ.สระแก้ว เพราะชาวบ้านเชื่อว่าหากมีการปะทะกันจุดใดจุดหนึ่งก็จะลามไปทุกจังหวัดตามแนวเขตชายแดนในเวลาเดียวกันเหมือนที่ผ่านมา
ล่าสุดความตึงเครียดตามแนวชายแดน ส่งผลกระทบไปยังเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและปลูกอ้อยอีกครั้ง หลังจากมีกระแสข่าวว่าทั้งรถเกี่ยวข้าวและรถเกี่ยวอ้อยจะไม่ขอรับจ้างเกี่ยวพื้นที่เสี่ยงที่ชาวบ้านเคยอพยพออก เพราะเกรงจะเกิดอันตราย

นายอำนาจ อายุ 50 ปี ชาว อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เจ้าของรถเกี่ยวข้าว กล่าวว่า ปกติรับจ้างเกี่ยวข้าวทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะอำเภอไหนหรือจังหวัดไหน หากมีการว่าจ้าง แต่ชั่วโมงนี้ถ้าถามว่าจะจ้างไปเกี่ยวข้าวในเขตอำเภอบ้านกรวด หรือ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนอพยพจากการปะทะระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมานั้น เบื้องต้นต้องขอปฏิเสธการรับงานไว้ก่อน เพราะไม่กล้าเข้าไปเสี่ยง ไม่รู้ว่าจะมีการปะทะกันตอนไหน
นายอำนาจเผยว่า แม้ทางการจะรับประกันว่าเข้าไปเกี่ยวได้ ตนก็ไม่รับงานอยู่ดี เนื่องจากยังไม่รู้ว่ารถเกี่ยวจะไปเหยียบลูกระเบิด BM-21 ตอนไหน แม้แต่คนในพื้นที่ยังไม่มั่นใจว่ามีลูกระเบิดตกอยู่ในที่นาของตัวเองหรือไม่ กระแสข่าวที่ว่าค่าเกี่ยวอาจจะพุ่งสูงถึงไร่ละ 1,500 บาทต่อไร่จากปกติ 600 บาทต่อไร่นั้น ตนยืนยันไม่สนใจ

เช่นเดียวกับนายสิทธิชัย อายุ 48 ปี ชาว อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เจ้าของรถเกี่ยวอีกราย กล่าวว่า เคยไปรับจ้างเกี่ยวในเขตพื้นที่ อ.ละหานทราย และ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ตอนนี้ไม่กล้ารับงานเกี่ยวในเขตนั้นแล้ว หากถามว่าเห็นใจเกษตรกรตามชายแดนหรือไม่ ยอมรับว่าเห็นใจ แต่ต้องเห็นใจเราด้วย หากรถได้รับความเสียหายจากระเบิดใครจะรับผิดชอบ กรณีเกษตรกรกล้าจ้างเกี่ยวไร่ละ 1,000-1,500 บาท ก็สนใจแต่ก็ไม่กล้า
ผู้สื่อข่าวตรวจสอบเกษตรกรทำนาข้าวตามแนวเขตชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งใกล้จะมีการเก็บเกี่ยวในช่วงไม่ถึง 2 เดือนนี้ พบว่าเกษตรกรแต่ละคนต่างหนักใจหากไม่มีรถเกี่ยวข้าว และอยากถามไปถึงรัฐบาลว่าจะช่วยเหลือได้อย่างไร

ด้านนางรื่น อายุ 64 ปี เกษตรกรชาว อ.บ้านกรวด กล่าวว่า ปลูกทั้งอ้อยและข้าว รู้สึกหนักใจหากไม่มีรถมาเก็บเกี่ยวให้ ปกติจะจ้างรถเกี่ยวข้าวไร่ละ 600-650 บาท ขึ้นอยู่กับเกี่ยวง่ายหรือยาก ส่วนอ้อยจะจ้างเกี่ยวตันละ 200 บาท กรณีจะมีการลงแขกเกี่ยวข้าวหรือไม่นั้นปัจจุบันทำได้ยากมาก เพราะข้าวออกพร้อมกัน จึงอยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้กับเกษตรกรด้วย

