สาวอุ้มลูก1ขวบหนีตาย ถูกสามีหึงโหดทำร้าย ตามระรานชาวบ้าน ผัวร่ำไห้ยันเมียมีชู้ วอนกลับมาพร้อมให้อภัย
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา เพจอุดรธานี หนองวัวซอแก๊ส ได้มีการโพสต์คลิปวิดีโอและภาพนิ่งเหตุความรุนแรงในครอบครัว ระบุว่า สาวอุดร วัย 25 หอบลูกวิ่งหนีตายร้องสื่อ หวั่นไม่ปลอดภัย เหตุถูกอดีตสามีทำร้ายเพราะหึงหวง เข้าใจผิดว่าตนไปมีชู้ แต่ตนยืนยันว่าไม่เคยมี ตอนนี้ได้เข้าแจ้งความ ดำเนินคดีแล้ว แต่อดีตสามี ยังวนเวียน ข่มขู่ตนและครอบครัว รวมถึงเที่ยวถืออาวุธไปขู่เพื่อนบ้าน จนหวาดกลัวไปทั้งซอย วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือ กลัวจะโดนสามีมาทำร้ายอีก เพราะมีปืน เหตุเกิด ตำบลหมูม่น อำเภอเมือง อุดรธานี เหตุเกิด 27 กันยายน แจ้งความตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จนถึงขณะนี้ 18 ตุลาคม อดีตสามี ก็ยังมาวนเวียน ข่มขู่เรื่อยๆ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 โดนสามีทำร้ายแล้วไปแจ้งความที่ สภ.นาข่า แต่เหมือนว่าเรื่องจะเงียบ ไม่มีอะไรคืบหน้า(อยากให้บุคคลนี้ติดคุก) ทุกวันนี้หนูและคนรอบข้างครอบครัวหนูต้องอยู่อย่างหวาดระแวง

หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังหญิงสาวผู้ร้อง ทราบว่าชื่อ น.ส.บุษ อายุ 25 ปี ชาว อ.นายูง จ.อุดรธานี เพื่อสอบถามข้อมูลที่เกิดขึ้นทั้งหมด เบื้องต้น น.ส.บุษแจ้งว่า ต้องหนีกลับมาอยู่ที่บ้านตายายที่ อ.นายูง ยังไม่สะดวกให้บันทึกภาพสัมภาษณ์ แต่สามารถโทรศัพท์พูดคุยได้เบื้องต้นก่อนเท่านั้น ก่อนให้ข้อมูลว่า คนก่อเหตุคือสามีชื่อนายเบียร์ อายุ 38 ปี ชาว ต.หมูม่น อ.เมือง จ.อุดรธานี เหตุเกิดที่บ้านนายเบียร์ เวลา 10.35 น. วันที่ 27 กันยายน 2568
น.ส.บุษเล่าว่า วันเกิดเหตุนายเบียร์จะไปส่งตนที่ที่ทำงาน เป็นบ้านพักหลังหนึ่งแถวตึกคอมอุดรฯ ตนทำงานเป็นคนดูแลผู้ป่วยติดเตียง แต่วันนั้นก็ไม่ได้ลงไปทำงาน เพราะทะเลาะกันอย่างหนัก ทะเลาะกันตั้งแต่ตอนกลางคืนแล้ว จากนั้นนายเบียร์ก็พาไปที่ตึกคอม เขาก็วนรถไปจอดที่ลานจอดรถ เขาก็ตบตีด้วยมือ ตีตั้งแต่อยู่ในรถ
น.ส.บุษเล่าว่า จากนั้นเขาก็พาวนรถกลับมาที่บ้าน ระหว่างทางก็ตบตีอยู่ตลอด ทั้งๆ ที่ก็อุ้มลูกชายวัย 1 ขวบ 10 เดือนอยู่ตลอด จนเมื่อมาถึงบ้านก็เป็นไปตามคลิปวงจรปิด เขาตีตนหลายครั้ง นับไม่ถ้วน ตีจะหูอื้อ หัวปูดบวม ลูกชายก็ถูกลูกหลง หัวปูดเช่นกัน
น.ส.บุษเล่าว่า หลังจากที่วิ่งหนีออกมาจากบ้าน ตอนนั้นมีพี่ไรเดอร์ผู้ชายมาส่งอาหารแถวนั้น ก็ขอความช่วยเหลือ อุ้มลูกกระโดดซ้อนท้ายหนีออกมา แล้วก็ไปหลบอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง จากนั้นก็มีคนโทรแจ้งตำรวจให้ ตนไม่ได้เอาอะไรติดต่อออกมาเลย โทรศัพท์ก็ไม่มี เมื่อตำรวจมาถึงก็พามานั่งพักอยู่ที่ สภ.นาข่า ตนโทรหาตากับยายที่ อ.นายูง เมื่อตารู้เรื่องก็รีบขับรถยนต์มารับตนกับลูกทันที ส่วนนายเบียร์ ก็รู้เพียงว่าไปแจ้งความที่ สภ.เมืองอุดรธานี ว่าตนลักพาตัวลูกออกมา จริงๆ ก็โชคดีที่ตัดสินใจอุ้มลูกออกมาด้วย เพราะหากไม่ทำแบบนั้นก็จะไม่ได้ลูกมาแน่นอน

น.ส.บุษเล่าอีกว่า หลังจากนั้นเขาก็ตามไปบ้านตายาย เขาไปบอกว่าตนมีชู้ แต่ตาเองก็ไม่เชื่อ ตนก็ยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้มีชู้ ไม่ได้เป็นคนแบบนั้น เขาคิดไปเอง เขาขี้หึง ปกติก็เป็นคนอารมณ์ร้อน ถูกทำร้ายมาตลอดตั้งแต่ก่อนท้องจนคลอดลูก มาครั้งนี้เขาหาว่าตนไปเป็นชู้กับเพื่อนเขา หาว่าตนไปเป็นชู้กับหลานชายตน ทั้งที่ไม่ใช่ความจริงแม้แต่น้อย ตนทนมาตลอด แต่ครั้งนี้ไม่ไหวแล้ว หากไม่หนีออกมาวันนั้นคิดว่าต้องตายอย่างแน่นอน แม้จะไม่เคยเห็นปืนเขา แต่หลานชายบอกว่าเขาเอาปืนไปขู่ถึงบ้านมาแล้ว และทำร้ายร่างกายหลานตนด้วย
นายเบียร์มีพฤติกรรมน่ากลัวมาก ช่วงที่ผ่านมาก็ไปกล่าวหาเพื่อนบ้านว่าให้ที่พักตนหลบ เอาตัวตนไปซ่อน หนักถึงขั้นหาว่าเพื่อนบ้านเป็นชู้กับตน เขาโทรหาเพื่อนบ้านกลางดึก ขับรถเก๋งวนไปมาเพื่อหาตน จนเพื่อนบ้านละแวกนั้นถึงกับต้องไปแจ้งความเอาไว้ เพราะกลัวว่านายเบียร์จะอาละวาดทำร้ายคนอื่น รู้จักคบหากับนายเบียร์มา 3 ปี เขามาจีบตอนเป็นเซลส์ขายรถจักรยานยนต์ จนมีลูกและแต่งงานกัน ตอนนี้ไม่ไหวแล้ว ยังไงก็จะขอเลิกอย่างเด็ดขาด อยากให้ตำรวจจับไปดำเนินคดีถึงที่สุด

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบนายเบียร์ อายุ 38 ปี สามีหึงโหดระแวงเมียปันใจจนทำร้ายเมียกับลูก
นายเบียร์เล่าว่า ตนเป็นพนักงานเร่งรัดหนี้สินบริษัทแห่งหนึ่ง รู้จักกับ น.ส.บุษ ภรรยาเมื่อ 3 ปีก่อน โดยไปซื้อจักรยานยนต์ซึ่ง น.ส.บุษเป็นเซลส์ขายจักรยานยนต์ เป็นคนน่ารัก ไม่ค่อยพูด และคบหากันมาจนมีลูกและคลอดลูก จากนั้นก็มาจัดงานแต่งงานเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ตนทำงานได้เงินมาก็จะให้เมียเก็บทั้งหมด แต่เขาก็ไม่พอใช้ แต่ก็ไม่เคยว่าอะไร หาเงินมาให้เมียใช้ตลอด
นายเบียร์เล่าต่อว่า ต่อมา น.ส.บุษไปทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาล ไปดูแลคนป่วยติดเตียง และได้พาหลานชายมาอยู่ที่บ้านด้วย อ้างว่าหลานอยากทำงาน ซึ่งตนก็พาไปฝากกับพี่ที่รู้จัก แต่ตนจับได้ว่าเมียเล่นชู้กับหลาน โดยตนเปิดวงจรปิดในบ้านดูเห็นหลานเข้าไปในห้องนอนตน ซึ่งในนั้นมีลูกตนอยู่ด้วย นอกจากนี้ก็ยังไปมีอะไรกับเพื่อนตนอีก ตนก็จับได้แต่พอถามเมียก็ไม่ปฏิเสธตลอด
กระทั่งวันเกิดเหตุ เห็นเมียปักหมุดที่ตึกคอม ทำให้สงสัยว่าเมียจะไปหาเจ้าของร้านมือถือ จึงจะพาเมียไปร้านโทรศัพท์บนตึกคอม เพื่อสอบถามเจ้าของร้านว่าเมียตนมาทำไม แต่เมียไม่ยอมอาละวาดทำลายสิ่งของในรถ ตนจึงพากลับบ้าน และทะเลาะกันตามคลิป ตนอยู่เงียบๆ ไม่ไปตาม เพราะคิดว่าเป็นเรื่องผัวเมีย น่าจะพูดตกลงกันได้
“ผมยอมรับว่าเป็นคนพูดเสียงดัง เพราะผมเป็นคนชัดเจน แต่เมียก็ไม่ยอมรับ ปฏิเสธตลอด ทำให้ผมโมโห ผมถามเมียว่าเอาเงินไปทำอะไร ให้เท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ เมียก็ไม่ยอมตอบ ผมคิดว่าเมียเอาเงินไปลงทุนกับชู้ เมียหาว่าตนติดยา ผมไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ผมหยุดทุกอย่างเพื่อเขา เมียไปแจ้งความผมพร้อมที่จะพบตำรวจ ไม่หนีไปไหน เพราะผมก็มีหลักฐานเช่นเดียวกัน ผมไปตามเมียที่บ้าน แต่พ่อตาแม่ยายก็ไม่ยอมให้กลับมา ผมยอมรับว่ามีปืน แต่ผมจะเอามาใช้ทำไม ถึงเมียผมจะเป็นอย่างไรผมก็ให้อภัย ผมไม่ขอโทษสังคมแต่ผมอยากขอโทษเมียเพราะว่าเขาเจ็บ อยากให้กลับมาอยู่เป็นครอบครัวเหมือนเดิม เพราะผมรักลูกมาก กลัวลูกจะลำบาก ทั้งหมดที่ผมทำก็เพื่อเมียกับลูก” นายเบียร์เล่าปนสะอื้น

ส่วน นายโอ๊ค อายุ 24 ปี และ น.ส.ตู่ 28 ปี สามีภรรยา เจ้าของร้านขายโทรศัพท์มือถือ เล่าว่า กลางดึกวันที่ 14 ตุลาคม มีผู้ชายทราบชื่อภายหลังว่านายเบียร์ ที่อยู่ท้ายซอยโทรมาหาตน ถามว่าเห็นเมียหรือไม่ โดยได้เบอร์จากหน้าร้าน เขาว่าเมียมาปักหมุดที่ร้านตน ซึ่งตนก็นึกว่าลูกค้าที่เป็นผู้ช่วยพยาบาลจึงช่วยหา และส่งรูปไปให้นายเบียร์ดู เขาก็บอกว่าไม่ใช่ จากนั้นเขาก็ส่งรูปเมียและลูกมาให้ตนดู จึงบอกว่าไม่เคยเห็น เช้าวันที่ 15 ตุลาคม ก็โทรมาอีกในลักษณะข่มขู่ ส่งข้อความมาด้วย ตอนกลางคืนก็ขี่รถมาวนเวียนอยู่หน้าบ้าน หาว่าช่วยเหลือเมียตัวเอง ให้ปล่อยเมียออกมา และพูดจาในลักษณะข่มขู่ และทราบว่ายังไปข่มขู่ชาวบ้านในซอยอีกหลายคน ทำให้รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย จึงได้ไปแจ้งตำรวจแล้ว
ส่วน พ.ต.ท.รัชพล โมรารัตน์ สว.(สอบสวน) สภ.ย่อยนาข่า อ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งความจาก น.ส.บุษไว้เรียบร้อยแล้ว และให้ น.ส.บุษไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล นำใบรับรองแพทย์และให้นำคลิปวิดีโอขณะถูกทำร้ายมาเป็นหลักฐาน เสร็จแล้วจะได้ออกหมายเรียกนายเบียร์ให้มารับทราบข้อกล่าวหา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย


