หน้าแรก ภูมิภาค มทร.อีสาน จับ...

มทร.อีสาน จับมือ บริษัท GAC AION ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์วิชาการยานยนต์สมัยใหม่

24.10.25 | 16:24 น.

โคราช มทร.อีสาน สร้างโอกาส สร้างคน สร้างอนาคต จับมือ บริษัท GAC AION ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์วิชาการยานยนต์สมัยใหม่


วันที่ 24 ตุลาคม ที่อาคาร Innovation Ecosystem มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสาน นครราชสีมา รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร รักษาราชการแทนอธิการบดี มทร.พร้อมนายพิริยะ เข็มพล กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านยานยนต์ไฟฟ้า) และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร บริษัท GAC AION ประเทศไทย นำโดย นายหวาง ห่าวหย่ง ผู้จัดการทั่วไป และผู้บริหารระดับสูง รวมทั้งผู้แทนจาก บริษัท เชเลิฟ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป จำกัด นำโดย Mr. Huang Yongjie กรรมการบริษัท ร่วมในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านยานยนต์สมัยใหม่

โดยมีนายไพศาล ที่รัก ศึกษาธิการจังหวัดนครราชสีมา ผู้แทน ผวจ.นครราชสีมา หอการค้านครราชสีมา สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา และภาคเอกชน กิจกรรมชมวีดิทัศน์ “ยุทธศาสตร์ด้านยานยนต์สมัยใหม่ มทร.อีสาน” การบรรยายพิเศษหัวข้อ “นวัตกรรม EV สู่อุตสาหกรรมระดับโลก” โดย บริษัท GAC AION ประเทศไทย และการเสวนาเรื่อง “นโยบายการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงด้านยานยนต์สมัยใหม่” โดยผู้รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต , พลโท ปิยะพณห์ ฐิตวัฒนานนท์ แม่ทัพน้อยที่ 2, ดร.สำเร็จ วงศ์ศักดา ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5, นายสุจินต์ จีนในเมือง ขนส่งจังหวัดนครราชสีมา, นางสาวเพ็ญนภา ศักดิ์ศรี ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 5 นครราชสีมาและภาคีเครือข่ายผู้ประกอบการ

จากนั้นได้มอบประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานใหม่และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่าง มทร.อีสาน และ บริษัท GAC AION ประเทศไทย ทั้งนี้ทั้งหมดได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานใหม่ การฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้น “เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่” ที่ RMUTI–CHELOVE EV Training Center พร้อมประชุมสัมมนาความร่วมมือเพื่อวางแผนการพัฒนาและผลิตกำลังคนด้านยานยนต์สมัยใหม่ ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและเครือข่ายพันธมิตรของ มทร.อีสาน

Advertisement

รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต รักษาราชการแทนอธิการบดี มทร.อีสาน เปิดเผยว่า ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ มทร.ในการยกระดับระบบการศึกษาให้เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมจริง โดยเฉพาะในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า “มหาวิทยาลัยต้องไม่เพียงถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องสร้างโอกาส สร้างคน และสร้างอนาคตให้กับประเทศ” ความร่วมมือกับ บริษัท GAC AION ประเทศไทย จึงเป็นการผสานองค์ความรู้ของจีน ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี EV กับศักยภาพของไทยในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ของอาเซียน เพื่อสร้างต้นแบบของอุตสาหกรรมพลังงานใหม่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โครงการนี้เป็นความร่วมมือแบบครบวงจร ตั้งแต่การศึกษา การฝึกงาน การพัฒนาหลักสูตร การวิจัย ไปจนถึงการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

ภายใต้แนวคิด “Education–Industry Integration” เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติงานจริงกับบริษัท GAC AION ประเทศไทย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงมีหลักสูตรเฉพาะทางและการอบรมระยะสั้นที่ร่วมกันออกแบบ เพื่อให้บัณฑิตมีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานอย่างแท้จริง นอกจากนี้ มทร.อีสาน ยังมีแผนจัดตั้ง ศูนย์ฝึกอบรมและทดสอบมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้า (EV Training & Testing Center) เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับนานาชาติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรภาคอุตสาหกรรม พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “30@30” ของรัฐบาลไทย ที่ตั้งเป้าการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้ร้อยละ 30 ของการผลิตทั้งหมดภายในปี 2573 “ ไม่ใช่เพียงข้อตกลงบนกระดาษ แต่คือพันธกิจร่วมกันในการสร้างคน สร้างอาชีพ และสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีให้กับประเทศไทย”

ด้าน นายหวาง ห่าวหย่ง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท GAC AION ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมและแรงงานฝีมือ บริษัทจึงมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อพัฒนา “ระบบนิเวศพลังงานสะอาด (Clean Energy Ecosystem)” ที่ยั่งยืนในประเทศไทย GAC AION เตรียมจัดตั้ง “AION Innovation & Learning Center” เพื่อใช้เป็นฐานฝึกอบรมและพัฒนาเทคโนโลยี EV โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากจีนร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ตั้งแต่กระบวนการประกอบ การทดสอบสมรรถนะ ไปจนถึงระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy Management) เพื่อยกระดับบุคลากรไทยให้ก้าวสู่การเป็น “EV Specialist” ที่มีมาตรฐานระดับสากล พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero 2065 อย่างยั่งยืน