“ดร.วีระ”มองเลือกตั้งครั้งหน้า ได้รบ.ผสมเหมือนเดิม ถ้าไม่แก้รธน.ก็ไม่ต่างจากปี 62 และ 66

25.10.25 | 18:52 น.

“ดร.วีระ” มองเลือกตั้งครั้งหน้า ได้รบ.ผสมเหมือนเดิม ถ้าไม่แก้รธน.ก็ไม่ต่างจากปี 62 และ 66


เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์การเมืองของแต่ละพรรคการเมืองที่มีการปรับทัพและเตรียมตัวสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้าว่า การเมืองไทยในปัจจุบันทุกพรรคการเมืองอยู่ในสถานการณ์เตรียมพร้อม ส่วนหนึ่งมาจากสัญญา MOA ระหว่างรัฐบาลกับพรรคประชาชน แต่สิ่งหนึ่งที่อยู่ได้นอกจาก MOA คือ จุดที่ทำให้การยุบสภา จุดไหนจะทำให้รัฐบาลได้เปรียบมากที่สุด การยุบสภาเป็นอาวุธของฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้น หลายครั้งไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ตามระยะเวลาที่กำหนด 4 ปี หรือตามข้อตกลง 4 เดือน หากอยู่ในช่วงที่รัฐบาลมีคะแนนนิยมสูงขึ้น และพร้อมนำไปสู่การชนะการเลือกตั้งครั้งหน้ารัฐบาลสามารถยุบสภาได้

“แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พบว่ารัฐบาลมีจุดอ่อนอยู่ในรัฐมนตรีหลายคน ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีที่เป็นเทคโนแครต(Technocrat) ที่ลาออกแล้ว หรือรัฐมนตรีที่อยู่ในปัจจุบัน กรณีเรื่องสแกมเมอร์ หรือการใช้ทุนสีเทา ถ้ารัฐบาลอยู่ยาวนานไป อย่างเช่น นานถึง 4 เดือน อาจเสียคะแนนนิยม ส่งผลเสียต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า การยุบสภาที่เร็วขึ้นหลังจากใช้นโยบายลดแลกแจกแถม เช่นนโยบายคนละครึ่ง อาจจะมีทั้งเฟส 1 เฟส 2 แล้วยุบสภาเลย จะเป็นผลดีกับรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยมากที่สุด” ดร.วีระ กล่าว

ดร.วีระ กล่าวต่อว่า สำหรับพรรคภูมิใจไทยปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้คุมอำนาจฝ่ายบริหารสามารถควบคุมทรัพยากรใช้งบประมาณแผ่นดิน ทำให้ได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งหน้า กลุ่มนักการเมืองหลายพวกก็พร้อมเข้าร่วม แต่ในเงื่อนไขที่ว่าเป็นพื้นที่ที่พรรคภูมิใจไทยเจาะเข้ามาได้ 100% อย่างเช่น ภาคใต้ ภาคเหนือตอนล่าง และอีสานบางส่วน แต่ในพื้นที่เดิม เช่น พื้นที่อีสานใต้หรือพื้นที่อีสานในภาพรวม กลุ่มที่จะเข้าไปพรรคภูมิใจไทยก็มีไม่มากนัก เพราะว่ามีตัวอยู่แล้ว จะมีเพียงบางพื้นที่เท่านั้นที่มีการแข่งขันกัน อย่างภาคเหนือตอนล่าง และภาคใต้ และภาคเหนือตอนบนในบางจังหวัด ดูเหมือนจะเป็นพรรคที่ใหญ่ขึ้น แต่ก็คงใหญ่อยู่ในลักษณะ ที่มี ส.ส.ไม่เกิน 100 คนเพราะว่าภูมิใจไทยไม่ได้เป็นพรรคที่ต้องการจะแข่งขันกันเพื่อให้ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

Advertisement

“พรรคที่จะได้เป็นแกนนำรัฐบาลต้องมีชุดนโยบายที่ชัดเจน มีแนวคิดอุดมการณ์อยู่เบื้องหลัง แล้วมีทีมออกแบบนโยบายมืออาชีพ พรรคภูมิใจไทยไม่มี และเทคโนแครตรัฐบาลเอามาร่วมรัฐบาลเขาคงไม่มาร่วมหัวจมท้ายกับการหาเสียงเลือกตั้งแบบที่นักการเมืองทำ เพราะฉะนั้นถ้ารับเฉพาะสิ่งที่เราเห็นอยู่ในพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ จะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น แต่ก็คงเป็นการแข็งแกร่งในฐานะพรรคอันดับ 3 ที่ควบคุมเสียง ในการกำหนดว่าใครจะเป็นรัฐบาลได้ ถ้าเราหันกลับมามองพรรคที่พร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่างพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทย”

ดร.วีระ กล่าวว่า สำหรับพรรคประชาชนอาจจะเสียคะแนนนิยมพอสมควร หลังโหวตให้กับรัฐบาลอนุทิน พอโหวตเสร็จแล้ว แม้ว่าพยายามตรวจสอบและก็ชี้ให้เห็นถึงปัญหารัฐบาลชุดนี้ ทั้งเรื่องสแกมเมอร์ หรือเรื่องไทยกับกัมพูชา การฟอกเงินตามมูลนิธิต่างๆ แม้เป็นเรื่องดีในการตรวจสอบรัฐบาล แต่คนก็ยังไม่มั่นใจ ถ้าเราตรวจสอบรัฐบาลเข้มแข็งขนาดนี้แล้วคุณไปโหวตให้เขาทำไมตั้งแต่แรก โจทย์กลายเป็นว่า คะแนนนิยมของพรรคประชาชน ณ วันนี้ กระทบกระเทือนจากจุดยืน จุดเด่นที่สุดคือความตรงไปตรงมาหายไป ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว บอกว่า มีเราไม่มีลุง พรรคประชาชนตอบโจทย์ได้ค่อนข้างชัดเจนว่านี่คืออุดมการณ์ของพรรค ไม่ทำงานร่วมกับเผด็จการ แต่มันจบลงตั้งแต่ไปโหวตให้กับพรรคภูมิใจไทยแล้ว พรรคประชาชนต้องพิสูจน์ตัวเอง แค่การตรวจสอบในสภาไม่เพียงพอ ต้องผลักดันประเด็นที่แหลมคมสุดโต่งมากกว่านี้ ถ้าไม่สามารถกลับมายืนในสถานะแบบตรงไปตรงมา จะไม่ต่างจากพรรคเพื่อไทย หรือประชาธิปัตย์ ที่พร้อมที่จะมีข้อตกลงทางการเมือง

“ส่วนพรรคเพื่อไทย ในเชิงศักยภาพของพรรค มีนักการเมืองเก่งและมีทีมมืออาชีพพอสมควรในการออกแบบนโยบาย ปัญหา คือ ความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคสามารถเล่นได้ทั้งในสนามเขตเลือกตั้งและสนามบัญชีรายชื่อ แต่พอมาวันนี้ บ้านใหญ่ต่างๆ เริ่มไปหาที่อยู่ใหม่ เพราะฉะนั้นการที่จะไหลออกไปจากพรรคเพื่อไทย เป็นการไหลในลักษณะเดียวกับการที่พรรคเพื่อไทยในอดีตที่ไหลไปอยู่พรรคประชารัฐ เพราะฉะนั้น เพื่อไทยจะเป็นสนามที่เล็กลง ต้องสูญเสีย ส.ส.เขตไป แต่ในส่วนของ สส.บัญชีรายชื่อยังมีศักยภาพเพียงพอ เป็นพรรคที่มีผลงานในอดีตมาก ยังสามารถกินบุญเก่าจากพรรคไทยรักไทยได้ในหลายเรื่อง”

ดร.วีระ กล่าวว่า ยังมีอีกพรรคที่ต้องจับตาให้ดีคือภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 เอื้อให้เกิดระบบพรรคขนาดกลางมากกว่าพรรคขนาดใหญ่ ถ้าคุณไปเป็นพรรคขนาดกลางแล้วมีจำนวนสส.สัก 30-40 คน จะมีเสียงดังค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับจำนวนส.ส.แกนนำที่จัดตั้งรัฐบาลเป็น 100 คนเสียอีก ที่ต้องจับตามองคือพรรคกล้าธรรม เป็นที่พึ่งยามยากเป็นพรรคชั่วคราว สำหรับส.ส.ที่ไม่อยากจะย้ายมาอยู่พรรคการเมืองอื่น แต่เขินที่จะเข้าภูมิใจไทย เพราะเต็มแล้วในพื้นที่นั้นไม่สามารถแข่งขันได้

ส่วนพรรคที่มีอายุยาวนานอย่างประชาธิปัตย์ เปลี่ยนหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคเหมือนไม่เปลี่ยนอะไรเลย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยเป็นหัวหน้าพรรคมาแล้ว บริหารประเทศมาแล้ว บาดแผลก็ไม่น้อย กรณีสลายการชุมนุมม็อบเสื้อแดงปี 53 หรือร่วมม็อบ กปปส. โดยปฏิเสธในการไม่ลงเลือกตั้ง ภาพจำตรงนี้ไม่ดีนัก รวมไปถึงทีมที่ในอดีตที่เรียกว่าแก๊ง 4 คน กลุ่มคนที่อยู่ข้างหลังคุณอภิสิทธิ์ การบริหารพรรคก็จะกลับมากันแทบทุกคน ในเชิงการเปลี่ยนแปลงอาจจะกลับมาอยู่ในจุดยืน ดึงแฟนพันธุ์แท้กลับมาได้บางส่วน แต่ส่วนใหญ่หันไปโหวตให้กับพรรคการเมืองอื่นหมดแล้ว เช่นพรรคประชาชน

“การกลับมาของอภิสิทธิ์เพื่อให้พักมีการปรับตัวเท่านั้น แต่ทิศทางในอนาคตต้องมีผู้บริหารคนใหม่และมีทีมงาน ไม่ใช่แค่ตัวนโยบายในภาพรวม แต่ยังเป็นการการดูแลนักการเมืองของพรรค ในอดีต สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือเลขาธิการพรรคที่เข้มแข็งจะดูแล สส. ในพรรคได้ วันนี้ก็ยังไม่ชัดเจนมากนัก รวมไปถึงบุคคลแต่ละภูมิภาค เช่น ภาคใต้ ถูกวิจารณ์เยอะว่า ตัวแทนภาคใต้ที่ตั้งขึ้นเหมือนสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ ในการเลือกตั้ง ปี 2566 หรือไม่ ทำให้พรรคถดถอยมาจนถึงปัจจุบันแบบนี้ ต้องจับตาดูว่า ประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ฆ่ายังไงก็ไม่ตาย ยังอยู่จนถึงปัจจุบัน แต่ก็อยู่ในสถานะที่เป็นพรรคขนาดเล็ก จนกว่าที่จะฟื้นตัวหรือมีคนรุ่นใหม่จริงๆเข้ามาอยู่ ไม่ใช่เอาแค่เอาคนเก่ามาเป็นหัวหน้าพรรค”

“สรุปการเลือกตั้งครั้งหน้าเราจะพบว่า เมื่อเลือกตั้งเสร็จ จะได้ระบบพรรคการเมืองระบบหลายพรรค คือ พรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาลมี ส.ส.อยู่แค่ประมาณ 100 คนเท่านั้น ไปรวมพรรคกว่า 4-5 พรรคขึ้นไป ในการฟอร์มรัฐบาลเพราะฉะนั้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า เราก็จะได้รัฐบาลในรูปแบบที่ไม่ต่างจากเดิม ก็คือเป็นรัฐบาลที่มีพรรคเข้ามาร่วมจำนวนมากและสุดท้ายทำให้การบริหารงาน เป็นเหมือนการแบ่งเค้กกัน ไม่สามารถทำนโยบายที่เป็นบูรณาการขึ้นมาได้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เราเห็นได้ก็เพราะว่าตัวรัฐธรรมนูญ มันตั้งใจทำให้ประเทศ เป็นระบบหลายพรรคแบบนี้แหละ ถ้าหากไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเราก็จะได้รัฐบาล ที่ขาดเสถียรภาพ มีนักการเมืองมาจากหลายพรรค เข้ามาต่อรองแบ่งเค้ก เอาตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างเดียว จนไม่สามารถที่จะผลิตนโยบาย ที่ทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ เราคงคาดหวังอะไรจากการเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ได้ ก็จะกลับเป็นรัฐบาล เหมือนกับในปี 62 และ ปี 66 นี่แหละครับ” ดร.วีระ กล่าว