หน้าแรก ภูมิภาค หาดใหญ่โพล เผ...

หาดใหญ่โพล เผย ประชาชน14จว.ใต้ เชื่อมั่นรัฐบาลในรอบ10เดือน หนุนปราบสแกมเมอร์-พนันออนไลน์จริงจัง

1.11.25 | 09:32 น.

หาดใหญ่โพล เผย ประชาชน 14 จังหวัดในภาคใต้ มีความเชื่อมั่นรัฐบาลเพิ่มเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบเดือน โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เชื่อมั่น”รัฐมนตรีเศรษฐกิจ”รัฐบาล”อนุทิน” ภาครัฐช่วยเหลือกลุ่มตกค้าง “หนุน” มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว-ปราบมิจฉาชีพ แก๊งสแกมเมอร์ พนันออนไลน์ เด็ดขาดจริงจัง

วันที่ 1 พฤศจิกายน ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้ 420 ตัวอย่าง ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า โดยรวมเดือน ต.ค. ปรับตัวเพิ่มเมื่อเปรียบเทียบกับเดือน ก.ย. เป็นเดือนแรกในรอบหลายสิบเดือน

“รายได้จากการทำงาน รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน การลดลงของหนี้สิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สาเหตุที่สำคัญ คือ มีความเชื่อมั่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน ที่เรียกว่า “Quick Big Win” ซึ่งเป็นการกระตุ้นสั้น แต่หวังผลในระยะยาว สามารถกระจายความเจริญไปทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย”

ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่า มีโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และทำให้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไหลเวียนไปสู่ผู้ค้ารายย่อยโดยตรง ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ร้านค้าชุมชน หาบเร่ แผงลอย ประชาชนจะได้รับ 20 ล้านสิทธิ์ ในวงเงินไม่เกิน 44,000 ล้านบาท เริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค.68

“ประชาชนให้การตอบรับต่อโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นอย่างมาก โดยสังเกตจาก โควตา 20 ล้านสิทธิ์หมดภายในวันเดียว โดยโครงการ “คนละครึ่งพลัส” สามารถใช้จ่ายผ่านฟู้ดดิลิเวอรีได้ ซึ่งทำให้ร้านค้าและร้านอาหารจำนวนมากให้ความสนใจ และคาดว่าจะมีร้านค้าและร้านอาหารเข้าร่วมกว่า 9 แสนร้าน เนื่องจากไม่ต้องกังวลต่อการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง เพราะภาครัฐแจ้งว่าจะไม่ส่งข้อมูลการขายของร้านค้าและร้านอาหารให้กับกรมสรรพากร”

Advertisement

ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่า มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยประชาชนสามารถลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับการเข้าพักโรงแรม โฮมสเตย์ สถานที่พักที่ไม่ใช่โรงแรม ค่าอาหารในร้านที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยสามารถลดหย่อนได้สูงสุด 20,000 บาท ซึ่งประชาชนที่ท่องเที่ยวเมืองหลักจะได้หักค่าลดหย่อนได้ 1 เท่าของค่าใช้จ่าย และเที่ยวเมืองรองจะได้หักค่าลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ SME ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

“มาตรการลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยการจัดงาน “รวมพลังห้างท้องถิ่น ลดยิ่งใหญ่ ไทยช่วยไทย (LOCAL Low COST)” เพื่อลดราคาสินค้าจำเป็นสูงสุดกว่า 60% ตั้งแต่วันที่ 1-15 พ.ย. 2568 เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน ให้สามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัด อีกทั้งช่วยเพิ่มยอดขายและรายได้ให้กับผู้ประกอบการห้างท้องถิ่นกว่า 90 แห่ง 800 สาขา”

ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่า มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้รายบุคคล รัฐบาลมีแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่อง โดยเฉพาะการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้รายบุคคลในระบบที่ไม่เกินหนึ่งแสนบาท โดยพิจารณามาตรการ เช่น การพักชำระหนี้ (โดยรัฐบาลอาจชดเชยดอกเบี้ยให้) และการช่วยลูกหนี้ที่มีศักยภาพให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบ รวมถึงการเร่งรัดมาตรการแก้หนี้ในระบบ เช่น การดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีหนี้สิน

ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่า จากการสัมภาษณ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในสิ่งที่คาดหวังและต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ได้เสนอแนะต่อรัฐบาล ขอให้ภาครัฐช่วยเหลือกลุ่มตกค้างที่ยังไม่ได้รับสิทธิ์ด้วย ในส่วนร้านค้าใหม่ในบางพื้นที่ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการฯ ได้ เนื่องจากรอเจ้าหน้าที่รัฐยืนยันการประกอบกิจการจริง จึงขอให้เจ้าหน้าที่รัฐช่วยดำเนินการแบบเชิงรุก เพื่อให้ร้านค้าสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

“ประชาชนต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการที่ชัดเจน และดำเนินการอย่างรวดเร็วและจริงจังในการปราบปรามมิจฉาชีพ ธุรกิจสีเทา สแกมเมอร์ การพนันออนไลน์ และสิ่งผิดกฎหมายซึ่งสร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและชีวิตของประชาชนเป็นอย่างมาก ยังเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ การบังคับใช้กฎหมาย ลงโทษอย่างหนักต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และให้ความร่วมมือกับธุรกิจผิดกฎหมายอย่างจริงจังและเด็ดขาด”

ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะมีเวลาในการบริหารประเทศประมาณ 4 เดือน แต่ประชาชนมีความคาดหวังว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ที่มีสโลแกนว่า “พูดแล้วทำ” จะเร่งดำเนินนโยบายตามที่ได้แถลงไว้ให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด อาทิ มาตรการพักชำระหนี้รายย่อยไม่เกินหนึ่งแสนบาท การส่งเสริมและสนับสนุนพลังงานสะอาด เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัย และการยกระดับการบริหารภาครัฐให้ทันสมัย เป็นต้น

“ประชาชนต้องการให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานเ เพื่อให้ราคาพลังงาน (ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน และค่าแก๊ส) มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับรายได้ของประชาชน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนอย่างยั่งยืน”