วิกฤต ‘ช้างล้นป่า’ จุดเริ่มต้นวัคซีนคุมกำเนิด ภารกิจ ‘คน-ช้าง’ อยู่อย่างสมดุล

5.11.25 | 14:11 น.

วิกฤต’ช้างล้นป่า’
จุดเริ่มต้นวัคซีนคุมกำเนิด
ภารกิจ’คน-ช้าง’อยู่อย่างสมดุล


จากกรณีเพจเฟซบุ๊กของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้มีการเผยแพร่บทความเกี่ยวกับมาตรการในการแก้ไขปัญหาช้างล้นป่าเกินกว่าศักยภาพของกรมอุทยานฯ จะดูแลได้ทั่วถึง และส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วประเทศ ในหัวข้อ “วิกฤตคน ช้างป่าล้นป่า จุดเริ่มต้นวัคซีนคุมกำเนิดป่าตะวันออก”

โดยระบุถึงความพยายามแก้ไขปัญหาสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่ โดยจัดลำดับวิกฤต “ช้างป่า” เป็นลำดับแรกของภารกิจหลักที่กรมอุทยานฯต้องมองการจัดการหลายมิติ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนปลอดภัยทั้งช้างและคน
พร้อมเผยสถิติการสูญเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บของคนที่ได้รับผลกระทบในปี 2568 ว่ามีผู้เสียชีวิตจำนวน 30 ราย บาดเจ็บ 29 คน จากการถูกช้างป่าทำร้าย ซึ่งรายล่าสุดเป็นชายวัย 62 ปี ในพื้นที่บ้านนาวัว ต.ทรายขาว อ.วังสะพุง จ.เลย ใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง หากรวมตัวเลขระหว่างปี 2561-2568 มีชาวบ้านเสียชีวิตจำนวน 209 ราย บาดเจ็บ 185 คน ขณะที่ช้างป่าก็ล้มตายจากการออกหากินนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จนถูกไฟฟ้าดูดหรือถูกยิงด้วยอาวุธ จำนวน 75 ตัว ในห้วงระยะเวลาเดียวกัน

ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของกรมอุทยานฯ ที่จะหยุดวงจรความขัดแย้งระหว่างคนและช้างป่า เพื่อลดความสูญเสียได้อย่างไรโดยเฉพาะป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี สระแก้ว) ที่ทวีความรุนแรงที่สุดใน 5 กลุ่มป่า ที่มีช้างอยู่อาศัยและออกนอกพื้นที่มากถึงกว่า 80 จุด จนต้องมีอาสาสมัครชาวบ้านร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ คอยทำหน้าที่ผลักดันช้างในยามค่ำคืน ล่าสุด “ช้างป่าในพื้นที่ตะวันออกมีจำนวนประชากร 799 ตัว เฉพาะเขาอ่างฤาไนมี 496 ตัว”

Advertisement

จากข้อมูลการติดตามการเคลื่อนที่ของช้างป่า ยังพบว่าช้างป่าออกมาหากินไกลจากเขตพื้นที่อนุรักษ์กว่า 40 กม. โดย 70-80% ของช้างที่ออกจากป่าแล้วจะไม่ยอมกลับเข้าป่า และอาศัยอยู่ตามหย่อมป่าเล็กๆ และออกกินพืชผลทางการเกษตรในช่วงเย็นไปจนถึงรุ่งเช้าของวันถัดไป แม้เจ้าหน้าที่ชุดเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่ารวมถึงเครือข่ายอาสาสมัครภาคประชาชนจะบูรณาการสนธิกำลังร่วมกันผลักดันช้างป่าอย่างต่อเนื่อง

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวถึงสถานการณ์ที่น่ากังวลว่า ตอนนี้ชาวบ้านต้องสูญเสียชีวิต บางคนสูญเสียทรัพย์สิน บ้านเรือน ผลผลิตทางการเกษตร บางคนต้องเข้าพื้นที่ไปเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างหวาดระแวง ถ้าไม่เร่งจัดการปัญหาช้างป่าในอนาคตสถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้น และชาวบ้านจะเดือดร้อนสาหัสกว่านี้ 1 ใน 6 มาตรการแก้ปัญหาช้างป่าที่มองไกลกว่าการทำรั้วกั้นช้าง หรือแค่ปรับพฤติกรรมช้างป่าเกเรในคอกใหญ่ และเพิ่มพื้นที่ป่าเติมแหล่งอาหาร แหล่งน้ำเพื่อดึงให้ช้างอยู่ในป่า และบูรณาการเครือข่ายชาวบ้านร่วมติดตามและผลักดันช้างให้กลับป่า

“การนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาทดสอบเพื่อสนับสนุนการผลักดันช้างป่าโดยการใช้เสียง เช่น เสียงเสือ เสียงผึ้งบิน และเสียงที่ใช้ควบคุมฝูงชน (Warning Sound) ยังรวมถึงมิติของการบรรเทาความเดือดจากช้างป่า กรมอุทยานฯดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่า จากงบกลาง พ.ศ.2568 กรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยารายละ 500,000 บาท และกรณีทุพพลภาพ 250,000 บาท ทั้งนี้ ยังรวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินจากช้างป่าด้วย”

นายอรรถพลกล่าวด้วยว่า ทางกรมอุทยานแห่งชาติฯยังเริ่มมองทางออกในอนาคต โดยการใช้วัคซีนคุมกำเนิดช้างป่า SpayVac? ซึ่งมีการใช้งานจริงในช้างแอฟริกาแล้วได้ผล เป้าหมายของกรมอุทยานฯ คือการนำวัคซีนคุมกำเนิดช้างป่านำร่องเฉพาะกลุ่มป่าตะวันออก จากเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องควบคุมประชากรช้างป่าที่มีมากเกินศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับแล้วในปัจจุบัน โครงการนี้จับมือทำงานร่วมกับศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันว่า เป็นการคุมกำเนิดช้างเพื่อให้อัตราการเพิ่มประชากรลดลง ซึ่งจำเป็นต้องทำการศึกษาวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรม และติดตามช้างตัวเมียที่ได้รับวัคซีน ซึ่งกระบวนการควบคุมประชากรช้างป่าเป็นหนึ่งในทางการจัดการสัตว์ป่าในระดับสากล เพราะถ้าไม่เริ่มต้น อนาคตจะแก้ไขไม่ทัน

“ความท้าทายในภารกิจอนุรักษ์สัตว์ป่า และทางเลือก ‘วัคซีนคุมช้างล้นป่า’ จึงเป็นจุดเริ่มต้นงานอนุรักษ์สัตว์ป่าของกรมอุทยานฯ ให้ความสมดุลร่วมระหว่างคนและช้าง”