หน้าแรก ภูมิภาค รองผู้ว่าฯ เร...

รองผู้ว่าฯ เรียกผู้กอง-เมีย เจรจา คู่กรณี ปมเซ็นค้ำเงินกู้จนจะถูกยึดบ้าน ธนาคารยันยังไม่มีการยึด

10.11.25 | 15:57 น.

ผู้กอง-เมีย ร่ำไห้โล่งใจ รองผู้ว่าฯระดมหลายฝ่ายช่วยเจรจา คู่กรณี ปมเซ็นค้ำจนจะถูกยึดบ้าน ธนาคารยันยังไม่มีการยึด

จากกรณีกลายเป็นที่โด่งดังในโลกโซเชียลวานนี้ เหตุผู้กอง ยืนถือป้ายร้องกลางสี่แยก หลังถูกธนาคารยึดบ้าน เหตุแฟนเซ็นค้ำประกันเงินกู้กว่า 2.1 ล้านให้เพื่อนข้าราชการครู สุดท้ายถูกฟ้องหนี้จนจะถูกยึดบ้านนั้น

อ่านข่าวผู้กองร่ำไห้ ชูป้ายกลางสี่แยก กำลังถูกธนาคารยึดบ้าน หลังแฟนเซ็นค้ำเงินกู้ให้เพื่อนขรก.ครู 

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ร้อยตำรวจเอก พีรพล หรือผู้กองลี่ รองสารวัตรฝ่ายอำนวยการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ  เปิดเผยว่า เหตุการณ์เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2556 เมื่อผู้กองลี่และแฟนสาวตัดสินใจค้ำประกันเงินกู้จำนวน 2,100,000 บาท ให้บุคคลคนหนึ่งซึ่งรับราชการอยู่ในสายงานครู โดยไม่แน่ใจว่าบุคคลดังกล่าวนำเงินไปใช้อะไร กระทั่งปี 2568 ทั้งคู่ถูกธนาคารฟ้องร้องหลังผู้กู้ไม่ชำระหนี้ ยอดค้างรวมกว่า 1.8 ล้านบาท ตนกับแฟนก็ไม่อยู่เฉย เข้าเจรจาตลอด จนอีกฝ่ายรับปากกับเจ้าหน้าที่แล้วว่าจะรับผิดชอบทั้งหมด ไม่ให้ทางฝ่ายผู้กองต้องเดือดร้อน

แต่เรื่องกลับไม่จบแค่นั้น ในวันที่ 30 ตุลาคมปี 2568 มีเจ้าหน้าที่มาถ่ายรูปบ้านของตน สืบทรัพย์ผู้ค้ำ เพื่อขายบ้านทอดตลาด ถึงได้ทราบว่าที่ผ่านมาอีกฝ่ายไม่ได้ใช้หนี้ แต่ยังคงโยนภาระมาให้ตนที่เป็นผู้ค้ำประกัน ส่งผลให้ตอนนี้บ้านตนถูกยึดจนไร้ที่อยู่ ชีวิตตกระกำลำบาก

Advertisement

สิ่งที่สร้างความสะเทือนใจยิ่งกว่านั้น คือระหว่างที่ผู้กองและแฟนต้องต่อสู้กับความยากลำบาก ผู้กู้ตัวจริงไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ เนื่องจากธนาคารบอกว่า ไม่สามารถสืบทรัพย์ได้ เพราะไม่มีทรัพย์สินเป็นชื่อผู้กู้ ขณะที่ ผู้ค้ำประกันอีก 2 คนที่ต้องมาค้ำร่วมกัน ก็ไม่มีทรัพย์สินให้สืบทรัพย์

จนกระทั่งธนาคารมาสืบทรัพย์พบว่า แฟนสาวของตนมีชื่อเป็นเจ้าของบ้าน แม้ก่อนหน้าจะเคยรับปากแล้วว่าจะรับผิดชอบหนี้ทั้งหมด ยิ่งกว่านั้นพบว่าปัจจุบันอีกฝ่ายยังรับราชการและมีตำแหน่งหน้าที่การงาน อีกทั้ง ผู้ค้ำประกันอีกคน ก็มาทราบภายหลังว่าเป็นญาติของผู้กู้ด้วย ตนหมดหนทาง จึงตัดสินใจออกมาชูป้ายกลางสี่แยก เพื่อขอความช่วยเหลือจากสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หวังให้คนที่เป็นหนี้ตัวจริงออกมารับผิดชอบ และขอให้ได้บ้านคืน เพราะคนเป็นหนี้ตัวจริง มีหน้าที่การงานอยู่ในราชการชัดเจน ระบุตัวได้

 

ก่อนหน้าที่ ผู้บังคับบัญชาของผู้กู้ ได้มีมาบอกตนว่า จะมีการเรียกเจรจา 3 ฝ่าย ซึ่งฝ่ายผู้กู้รับปาก ว่าจะผ่อนชำระกับธนาคาร แต่ตอนนี้ตนไม่มั่นใจ ซึ่งการเจรจานั้น ไม่มีได้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แถมเมื่อมีความพยายามไปแจ้งกับผู้กู้ว่า ตนกำลังจะถูกยึดบ้าน ผู้กู้กลับบอกว่า ใช่เหรอ? จริงหรอ? ตนอยากถามว่า ตนทำผิดอะไร ถึงจะถูกยึดทรัพย์สิน ที่ตนหามาได้ด้วยความสุจริต ซึ่งตอนนี้ ผู้เสียหายก็มีร่ำไห้และยังบอกด้วยว่า ผู้กู้บอกว่าจะแจ้งความตนฐานหมิ่นประมาท ทำให้ผู้กู้เสื่อมเสียชื่อเสียง

เมื่อยังไม่ได้รับความยุติธรรม จากนี้ผู้เสียหายยังบอกด้วยว่า จะให้ทนายความยื่นเรื่องร้องเรียน ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจี้เอาผิดกับข้าราชการรายนี้ต่อไป เพราะที่ผ่านมารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม อีกทั้งตนเกรงว่า แฟนของตนจะถูกรังแก เนื่องจาก เป็นข้าราชการในพื้นที่ระดับเล็ก

ผู้สื่อข่าวไปพบกับ ดร.วรรณที ศรีโนนยาง ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ต้นสังกัดของคู่กรณีทั้ง 2 ราย เผยว่า ผู้กู้เป็นศึกษานิเทศก์ของพื้นที่ ส่วนคนค้ำประกันเป็นครูอนุบาลที่โซ่พิสัย ซึ่งอยู่สังกัดเขตพื้นที่เราทั้ง 2 ท่าน ต่อมาผู้กู้ไม่ส่งค่างวดธนาคาร กรมบังคับคดีได้สืบทรัพย์ไปจนถึงคนค้ำประกัน ทำให้คนค้ำประกันกังวลใจ กลัวว่าจะถูกยึดบ้าน จึงได้เข้ามาหาตน ซึ่งตนได้นัดทั้ง 2 ฝ่ายมาเจรจาวันนี้ แต่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ได้นัดทั้งคู่มาเจรจากันวันนี้ในเวลา 10 นาฬิกา จึงจะรอให้การพูดคุยที่ศูนย์ดำรงธรรมเสร็จสิ้นก่อน

ดร.วรรณที ศรีโนนยาง ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาของเขตพื้นที่ ซึ่งกรณีนี้คนกู้ทำสัญญาแบบนำเงินไปจ่ายที่ธนาคารเอง ไม่ได้หักเงินเดือน ดังนั้นหลังจากนี้จะมีการพูดคุยกันว่า ถ้าเงินเดือนของคนกู้เหลือมากกว่า 30% เราจะหักส่งให้ธนาคารเองเลย เพราะผู้ค้ำประกันต้องการให้เขตพื้นที่ฯ ช่วยหักเงินส่งธนาคาร เพราะคนกู้ไม่ยอมส่ง ถ้าคุยกันได้เรื่องนี้ก็น่าจะจบ เรื่องนี้ผู้กู้ต้องรับผิดชอบ

กระทั่งเวลา 10 นาฬิกา นางอริตากมล ครูโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ผู้ค้ำประกัน มาที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบึงกาฬ เพื่อมาเจรจากับผู้กู้ โดยมีนายสมหวัง อารีย์เอื้อ รอง.ผวจ.บึงกาฬ พร้อม จนท.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ,ยุติธรรมจังหวัด , บังคับคดีจังหวัด, ตัวแทนสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา, ตัวแทนธนาคารออมสิน จากส่วนกลาง กทม.และเขตตรวจอุดรธานี และตัวแทนตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ มาร่วมพูดคุย เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมผู้กู้ โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวถ่ายภาพและร่วมสังเกตการณ์

 

ด้านนางอริตากมล พูดทั้งน้ำตาว่า ตกใจมากตอนที่ทนายธนาคารมาถ่ายรูปบ้าน เพื่อนำไปทำเรื่องบังคับคดี ตนต้องลางานไปติดต่อธนาคาร เจ้าหน้าที่บอกว่า ยังไม่ยึด เพราะคนกู้ยังจ่ายค่างวดอยู่ ซึ่งค่างวดแต่ละเดือนอยู่ที่ 9,900 บาท แต่เขาจ่ายแค่ดอกเบี้ย 2,000 กว่าบาท ซึ่งก็ยังจ่ายไม่ครบ ตนก็ยังต้องควักเงินช่วยจ่าย

จากนั้นตนก็ไปหา ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา เพื่อขอความช่วยเหลือ ผอ.รับปากว่า จะเรียกมาคุยกัน โดย ผอ.ได้เรียกคนกู้ไปคุย เขาบอกกับ ผอ.ว่า เดี๋ยวเขาจะรับผิดชอบเอง จะไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน แต่คำพูดนี้เขาพูดมาตั้งแต่ปี 2556 ตอนนี้ตนเดือดร้อนเพราะจะไม่มีบ้านอยู่ แต่พูดอะไรไม่ได้ ต่อมาทนายยังบอกว่า ธนาคารทำเรื่องยึดบ้านตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม ตนจึงโทรไปหาคนกู้อีกว่าจะถูกยึดบ้าน เขาตอบกลับมาว่า พี่สร้างเรื่องหรือเปล่า ทำให้เจ็บช้ำมาก สามีจึงไปถือป้ายเพื่อขอความเป็นธรรม

หลังจากมีการเจรจาพูดคุยกันในห้องประชุม นานกว่า 3 ชั่วโมง ก็ได้ข้อสรุปว่า ฝ่ายธนาคาร ยินยอม ให้ผู้กู้ปลดภาระการค้ำประกันของผู้ค้ำฯ รายนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยยินยอมให้ผู้กู้ เป็นผู้ผ่อนภาระการค้ำประกัน ในยอดการค้ำฯ 600,000 บาท นี้ ภายในกรอบเวลา 3 เดือน ซึ่งในระหว่างนี้ธนาคารจะไม่ดำเนินการใดๆทั้งสิ้น

ธนาคารยืนยันยังไม่มีการยึดบ้าน หรือนำเข้าบังคับคดีแต่อย่างใด จากนั้นมีการลงนามร่วมกัน ระหว่างธนาคาร ผู้กู้ และคนค้ำประกัน มีสักขีพยานในที่ประชุม ซึ่งหากผู้กู้ไม่ดำเนินการอีก ทางจังหวัดบึงกาฬ จะลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงต่อไป

ผู้กองลี่ ได้ให้สัมภาษณ์หลังจากมีการพูดคูยเจรจากัน ว่า ตนกับภรรยา ก็รู้สึกโล่งใจไปในระดับหนึ่ง ต้องรอดูอีก 3 เดือนว่าผู้กู้จะปฏิบัติตามที่สัญญากันไว้หรือไหม ก็สบายใจขึ้นมา ต้องขอขอบคุณผู้หลักผู้ใหญ่ทุกๆท่าน ที่เข้ามาช่วยเหลือ รวมไปพี่ๆสื่อ ทุกช่องทางที่ช่วยออกข่าว รวมไปถึงประชาชนทุกคนที่ส่งกำลังใจมาให้ มีแม้กระทั่งจะโอนเงินมาให้ ซึ่งเราก็ปฏิเสธไป ที่ออกมาทำแบบเพียงเพราะต้องการความยุติธรรมเท่านั้น ตอนนี้เราก็ได้ความยุติธรรมมาแล้วส่วนหนึ่ง ก็ขอขอบคุณพลังโซเซียลต่างๆ ขอบคุณครับ