หน้าแรก ภูมิภาค กรมน้ำเปิดรับ...

กรมน้ำเปิดรับฟังแก้ปัญหา น้ำกก-สาย ชาวบ้านไม่เอาฝายดักตะกอน จี้ อนุทินยกระดับเจรจาเมียนมา-ว้า

11.11.25 | 15:15 น.

กรมน้ำเปิดรับฟังแก้ปัญหาน้ำกก-สายชาวบ้านไม่เอาฝายดักตะกอน จี้อนุทินยกระดับเจรจาเมียนมา-ว้า

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุมคชสาร ศูนย์การเรียนรู้และนันทนาการ สนามกีฬากลาง จ.เชียงราย กรมทรัพยากรน้ำ จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อทบทวนและกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย

โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย เป็นประธาน และนายโอภาส ถาวร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ นำเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและนักวิชาการรับฟังความคิดเห็นและตอบคำถามจากภาคประชาชนที่เดินทางไปร่วมเป็นจำนวนมาก เช่น นางเตือนใจ ดีเทศน์ นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม นายประณอม เชิมชัยภูมิ กรรมการสมัชชาเชียงรายล้านนาแห่งความสุข นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ฯลฯ

หลังจากปรากฎข้อมูลชัดเจนว่ามีเหมืองแร่ทองคำ แมงกานีส แรร์เอิร์ธ ฯลฯ หลายแห่งติดแม่น้ำกกและแม่น้ำสายในเขตอิทธิพลของเขตปกครองพิเศษที่ 2 (สหรัฐว้า) และรัฐบาลทหารเมียนมาในรัฐฉาน มีการปล่อยสารพิษโดยเฉพาะสารหนูลงในแม่น้ำและส่งผลกระทบต่อประเทศไทยด้าน จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ มาตั้งแต่ต้นปี 2568

Advertisement

ก่อนรับฟังความคิดเห็น นายหล้า พุ่มไพรระไหวชื่น ตัวแทนเครือช่ายสิทธิมนุษยชนเชียงราย พร้อมผู้ที่เข้าร่วมแสดงความเห็นดังกล่าว ได้ยื่นหนังสือผ่านนายโอภาส เพื่อขอให้ส่งไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี โดยมีเนื้อหาแจ้งถึงสถานการณ์สารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำกกจนมีการแจ้งเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับน้ำ จึงเรียกร้องให้ตรวจสุขภาพชาวบ้านริมฝั่งโดยด่วน ตรวจสอบคุณภาพน้ำ บ่อน้ำหรือน้ำบาดาล ตะกอนดิน พื้นที่เกษตรอย่างต่อเนื่อง และให้เร่งจัดหาแหล่งน้ำใหม่ ยุติการสร้างฝายดักตะกอนในแม่น้ำกก ยกเลิกข้อตกลงหรือ MOU แร่แรร์เอิร์ธกับประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะจะเพิ่มปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำอีก ให้มีการเจรจากับประเทศที่เกี่ยวข้องเพื่อปิดหรือยุติเหมืองแร่กำเนิดมลพิษ ฯลฯ

ซึ่งรองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำได้รับเรื่องเพื่อส่งไปให้กับนายกรัฐมนตรีและอธิบดีต่อไป ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนได้นำป้ายคัดค้านบ่อดักตะกอนและยกเลิก MOU กับประเทศสหรัฐอเมริกาไปแปะหน้าภาพโครงสร้างบ่อดักตะกอนในแม่น้ำ การดักท่อนซุงและกอไม้ ฯลฯ ซึ่งจัดแสดงเอาไว้ด้านหน้าหอประชุม และเมื่อมีการเปิดให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นปรากฎว่าส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการจะสร้างบ่อดักตะกอนในแม่น้ำกก

อย่างไรก็ตามนายหล้า กล่าวว่า ปัจจุบันชาวบ้านได้รับผลกระทบมากเพราะไม่กล้าสัมผัสน้ำต้องหาแหล่งน้ำใหม่ที่ยากลำบากขึ้น ส่วนการท่องเที่ยวก็มีคนไปท่องเที่ยวน้อยลงอย่างมากจาก 90% เหลือแค่ 10% โดยเฉพาะปางช้างบ้านรวมมิตร ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำกกและเดิมมีช้างอยู่กว่า 20-30 เชือก ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 10 เชือก การจะนำน้ำมาให้ช้างก็ต้องกักน้ำลำห้วยแทนแม่น้ำกก ตนจึงเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านโดยด่วนส่วนการทำฝายดักตะกอนนั้นไม่เห็นด้วยเพราะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อชาวบ้านโดยตรงและยังไม่ชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้

ด้านนายประณอม กล่าวว่าภาครัฐทำงานไม่บูรณาการตนจึงเสนอให้ตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นทางการ มีกรรมการจาดหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องจึงจะแก้ไขปัญหานี้ได้ หากศูนย์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริงก็จะใช้เป็นแนวทางให้รัฐบาลนำไปเจรจากับประเทศเมียนมาที่เป็นที่ตั้งของเหมืองแร่ต่างๆ ถ้าไม่ทำก็สงสัยว่าจะรอให้ประชาชนเจ็บป่วยเหมือนโรคมินามาตะในประเทศญี่ปุ่นหรือ ส่วนกรณีจะมีการสร้างฝายดักตะกอนนั้นตนไม่เห็นด้วยเพราะยังไม่เคยมีทำที่ประเทศใดบ้างและไม่มีการพิสูจน์ว่าจะได้ผลดี ในฐานะประชาชนเห็นว่าดักตะกอนได้เฉพาะฤดูแล้งส่วนฤดูฝนก็ดักไมได้ อีกปัญหาหนึ่งคือจะเกิดตะกอนที่ปนเปื้อนสารพิษอยู่ตรงหน้าฝายและสิ่งที่เคยได้ยินคือจะมีการนำทิ้งห่างออกไป 100 กิโลเมตรก็สงสัยว่าจะเป็นการกระจายสารพิษออกไปอีกหรือไม่

ขณะที่นายโอภาส กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นการนำข้อคิดเห็นของประชาชนไปเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาตามนโยบายของกรมทรัพยากรน้ำที่จะทำก่อนจะดำเนินการโครงการใดๆ โดยก่อนหน้านี้ได้ไปรับฟังความเห็นที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ พบว่าประชาชนไม่ต้องการให้สร้างฝายดักตะก่อนซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้รับเรื่องไว้แล้ว จึงยืนยันว่ายังไม่มีแนวทางจะสร้างฝายดักตะกอนหากว่าประชาชนไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ว่าถ้าประชาชนไม่เอาเรื่องใดใดเราก็ไม่เอาเช่นกัน

“ยืนยันด้วยว่ากรมทรัพยากรน้ำไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับประชาชนแต่เรามาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเพื่อจะนำไปแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ส่วนกรณีสร้างฝายดักตะกอนก็คงจะไม่มีเพราะหากจะมีต้องมีขั้นตอนมากมาย เช่น ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ฯลฯ”นายโอภาส กล่าว

นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า จากการประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่อ.ท่าตอน จ.เชียงใหม่ เพื่อหารือแรวทางแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก  โดยมี นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอแม่อาย จ.เชียงใหม่ เป็นประธานการประชุม ตัวแทนหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชนในพื้นที่ รวมกว่า 400 คน

นายธีระชุณ กล่าวว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันที่จะยุติการก่อสร้างฝายดักตะกอน ตามข้อคิดเห็นและข้อห่วงกังวลของประชาชนในพื้นที่ที่เกรงว่าจะเกิดการสะสมของมลพิษในพื้นที่ต.ท่าตอน และส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน ซึ่งตามข้อสั่งการของนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ย้ำว่า รัฐบาลนี้จะทำตามความต้องการของประชาชนเป็นหลัก โดยเฉพาะกรณีแม่น้ำกก จะไม่มีการสร้างฝายดักตะกอนอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่

นายธีระชุณ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการแก้ปัญหาทางกรมทรัพยากรน้ำจะประสานกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จัดหาแหล่งน้ำสะอาดสำรอง ทั้งแหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำบาดาล พร้อมระบบกรองประสิทธิภาพดี เพื่อใช้ในครัวเรือนและการเกษตร และสนับสนุนระบบผลิตน้ำดื่มสะอาดให้กับชุมชนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของชาวบ้าน ทั้งนี้จะประสานกรมป่าไม้ในการอนุญาตใช้พื้นที่ป่าสำหรับการขุดบ่อบาดาล

“ด้านการเจรจากับประเทศต้นน้ำ ที่ประชุมขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ประสานเจรจากับประเทศต้นทาง เพื่อควบคุมและบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แม่น้ำกก พร้อมทั้งขอให้ภาครัฐเตรียมเร่งแก้ปัญหาทั้งในระดับพื้นที่และนโยบายระหว่างประเทศ เพื่อฟื้นฟูคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกอย่างยั่งยืน” นายธีระชุณ กล่าวและว่า

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือถึงการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากน้ำขุ่นให้กับประชาชนและผู้ประกอบการริมแม่น้ำกก รวมถึงให้มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง และแจ้งให้สาธารณชนรับทราบอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว โดยประชาชนขอให้หน่วยงานต่างๆ มีการสื่อสารอย่างเข้าใจง่าย ทำสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบวิดีโอหรือภาพสามมิติ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มชาติพันธุ์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน

อธิบดีกรมฯน้ำ กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้กรมทรัพยากรน้ำ ยังมอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 1 (สทน.1) เร่งติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำและกล้องซีซีทีวีตลอดแนวลำน้ำ พร้อมปรับระบบตรวจสอบคุณภาพน้ำให้มีความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อแจ้งข้อมูลให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบอย่างทันต่อสถานการณ์ โดยจะให้ สทน.1 ลงพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางแก้ไขกับชุมชนอย่างใกล้ชิดต่อไป