หน้าแรก ภูมิภาค ศูนย์อุตุใต้ ...

ศูนย์อุตุใต้ เตือน 9 จว. เตรียมรับมือฝนถลม 17-23 พ.ย. เสี่ยงท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก-โคลนถล่ม คลื่นสูง

17.11.25 | 10:29 น.

ศูนย์อุตุใต้ เตือน 9 จว.  เตรียมรับมือฝนถลม 17-23 พ.ย. เสี่ยงท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก-โคลนถล่ม คลื่นสูง

เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 18 พฤศจิกายน ประกาศศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกฉบับที่ 4 (62/2568) เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกและคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย (มีผลกระทบในช่วงวันที่ 17-23 พฤศจิกายน 2568)

ร่องมรสุมจะพาดผ่านบริเวณภาคใต้ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้และทะเลอันดามันจะมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนหนักมากางแห่ง ดังนี้

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 มีฝนหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

ช่วงวันที่ 18-20 พฤศจิกายน 2568 มีฝนหนักหลายพื้นที่และมีฝนหนักมากบางแห่งบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

Advertisement

ช่วงวันที่ 21-23 พฤศจิกายน 2568 มีฝนหนักหลายพื้นที่และมีฝนหนักมากบางแห่งบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

ขอให้ประชาชนระวังอันตรายที่เกิดจากฝนที่ตกหนักถึงหนักมาก และลมกระโชกแรง ซึ่งอาจทำให้พื้นที่เสี่ยงภัยเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่มในพื้นที่ลาดเชิงเขา

คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยอ่าวไทยทะเลจะมีคลื่นสูงประมาณ 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 19-23 พฤศจิกายน 2568

จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกอย่างใกล้ชิด

รายงานจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สทนช. ได้ประเมินวิเคราะห์สภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ และคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ เนื่องจากระบายน้ำไม่ทัน ในช่วงวันที่ 17 – 22 พ.ย.68 บริเวณ จ.ชุมพร อ.สวี ทุ่งตะโก พะโต๊ะ ละแม และหลังสวน จ.สุราษฎร์ธานี อ.เมือง ชัยบุรี พระแสง เวียงสระ กาญจนดิษฐ์ ดอนสัก บ้านนาสาร ท่าฉาง และเกาะสมุย และเกาะพงัน จ.ภูเก็ต อ.เมือง กะทู้ และถลาง

จ.นครศรีธรรมราช อ.เมือง เชียรใหญ่ ชะอวด หัวไทร เฉลิมพระเกียรติ ปากพนัง พระพรหม สิชล นบพิตำ ท่าศาลา ขนอม และช้างกลาง จ.ตรัง อ.เมือง ห้วยยอด นาโยง ปะเหลียน และย่านตาขาว จ.พัทลุง อ.กงหรา ตะโหมด ป่าบอน ศรีนครินทร์ ศรีบรรพต และป่าพะยอม จ.สตูล อ.เมือง ควนโดน ควนกาหลง และท่าแพ

“จ.สงขลา อ.เมือง ระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ สิงหนคร รัตภูมิ บางกล่ำ ควนเนียง หาดใหญ่ คลองหอยโข่ง สะเดา นาหม่อม จะนะ นาทวี เทพา และสะบ้าย้อย จ.ปัตตานี อ.เมือง หนองจิก โคกโพธิ์ แม่ลาน ยะรัง ยะหริ่ง มายอ ทุ่งยางแดง ปะนาเระ กะพ้อ สายบุรี และไม้แก่น จ.ยะลา อ.เมือง กาบัง ยะหา กรงปินัง รามัน บันนังสตา และธารโต จ.นราธิวาส อ.เมือง บาเจาะ รือเสาะ ยี่งอ ศรีสาคร ระแงะ ตากใบ เจาะไอร้อง จะแนะ สุคิริน สุไหงปาดี สุไหงโก-ลก และแว้ง”

รายงานว่าให้เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุเก็บกักบริเวณ จ.ระนอง สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ และอ่างเก็บน้ำที่มีสถิติปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำมากกว่าความจุเก็บกัก ซึ่งมีความเสี่ยงน้ำล้นอ่างฯ และส่งผลกระทบให้น้ำท่วมบริเวณด้านท้ายน้ำ และเฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของแม่น้ำหลังสวน แม่น้ำตาปี คลองชะอวด คลองลำ คลองท่าแนะ แม่น้ำตรัง แม่น้ำปัตตานี และแม่น้ำสายบุรี