หน้าแรก ภูมิภาค คนบึงกาฬอยากไ...

คนบึงกาฬอยากได้ความเชื่อมั่น วอนจนท.ตรวจคุณภาพแม่น้ำโขง อยากรู้ ‘สารหนู’ เกินเกณฑ์อีกหรือไม่

17.11.25 | 15:44 น.

น้ำโขงปนเปื้อนสารหนู ชาวบึงกาฬวอนตรวจสอบทุกเดือน สร้างความเชื่อมั่น ปชช.

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 พฤศจิกายน ชาวบ้านและเกษตรกรบ้านท่าไคร้ หมู่ 5 ต.บึงกาฬ อ.เมือง จ.บึงกาฬ ยังคงใช้ชีวิตและทำการเกษตรริมแม่น้ำโขงตามปกติ แม้จะมีกระแสข่าวว่าบริเวณริมแม่น้ำโขงหลังวัดโพธาราม พบสารหนู 0.019 มก./ล. ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เกินมาตราฐาน

โดยเกษตรกรกว่า 100 ครอบครัวที่ทำการเกษตรอยู่ในพื้นที่บ้านท่าไคร้ยังคงตั้งเครื่องสูบน้ำดิบจากแม่น้ำโขง ขึ้นมาทำการเกษตร ทั้งปลูกผัก ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น มะเขือเทศ ข้าวโพด ฟักทอง มันแกว (มันเภา) และพืชอื่นๆ อีกมากมาย บนพื้นที่ติดริมแม่น้ำโขงนับ 1,000 ไร่

นายลักษณ์ อายุ 70 ปี เกษตรกรบ้านท่าไคร้ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้รู้เรื่องแล้วว่าบริเวณดังกล่าวมีสารหนูปนเปื้อนอยู่จริง จากการบอกเล่าของลูกชายที่ทำงานในสังกัดกระทรวงการเกษตร และการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แต่ช่วงนั้นอยู่ในช่วงหน้าฝน พร้อมกับให้หลีกเลี่ยงการรับประทานปลาแม่น้ำโขงในช่วงนั้น แต่วันนี้ผ่านมาแล้วหลายเดือนก็ไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาตรวจวัดคุณภาพของน้ำโขง อยากให้ลงมาตรวจและชี้แจงบอกกล่าวกับชาวบ้านบ้างว่าปัจจุบันน้ำโขงยังมีสารปนเปื้อนอยู่หรือไม่

Advertisement

เช่นเดียวกับนางรัตนา เกษตรกรอีกราย กล่าวว่า ตั้งแต่รู้ข่าวว่าน้ำโขงมีสารหนูปนเปื้อน ตนหันมาใช้น้ำบาดาลแทน ที่ผ่านมาก็รู้ข่าวจากเจ้าหน้าที่เกษตรที่ลงพื้นที่มาแจ้งข่าว แต่นานหลายเดือนแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังวิตกอยู่ว่าสารหนูที่ไหลลงมาจากทางภาคเหนือยังมีอยู่หรือไม่ อยากให้ส่วนที่เกี่ยวข้องลงมาตรวจสอบ ตรวจวัดค่าในแม่น้ำโขง อาจจะเดือนละครั้ง เพื่อความสบายใจของชาวบ้าน เกษตรกร และชาวประมงพื้นที่บ้านที่มีแม่น้ำโขงเป็นสายหล่อเลี้ยงชีวิต และยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในพื้นที่ ไปจนถึงลูกค้าที่ซื้อปลา ซื้อผัก พืชๆต่าง จากที่นี้ไปขาย ไปกิน

สำหรับ จ.บึงกาฬ มี อ.ปากคาด อ.เมือง อ.บุ่งคล้า และ อ.บึงโขงหลง ที่ติดแม่น้ำโขง ระยะทางยาวกว่า 120 กิโลเมตร ทั้ง 4 อำเภอ มีชาวบ้านอาศัยอยู่ติดริมแม่น้ำโขงตลอดแนว มีความผูกผันกับสายน้ำโขงมาอย่างยาวนาน หล่อเลี้ยงชีวิตมารุ่นสู่รุ่น ทั้งประมงพื้นบ้าน ทำการเกษตร รวมไปถึงนำน้ำโขงมาทำน้ำประปาใช้อุปโภคบริโภค

นายสันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ นักวิชาการคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี ให้สัมภาษณ์ผ่านสำนักข่าวชายขอบ สื่อออนไลน์ว่า เมื่อพิจารณาแล้ว หากเทียบกับแม่น้ำสายต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งตรวจไม่พบสารหนู ก็อาจเป็นสิ่งที่พอจะบ่งชี้ได้ว่าสารหนูในแม่น้ำโขงน่าจะมีแหล่งกำเนิดมาจากที่อื่น ไม่ใช่ลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำโขงในภาคอีสาน การตรวจสอบเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็น และควรรายงานผลให้ประชาชนทราบเป็นระยะๆ เนื่องจากหลายชุมชนใช้น้ำจากแม่น้ำโขงในการผลิตประปา รวมทั้งอาจจะกระทบต่อการผลิตน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาค ที่ผลิตและจ่ายน้ำปริมาณมากให้บริการต่อประชาชน

“ควรมีความร่วมมีอกันระหว่างประเทศในการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในแม่น้ำโขงทั้งในตอนบนของประเทศไทย ในพื้นที่เสี่ยงของการแพร่กระจายมลพิษที่อยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิด เช่น จ.เชียงราย รวมถึงแม่น้ำโขง และแม่น้ำสาขา ส่วนที่อยู่ในเขตประเทศลาว หรือตลอดทั้งลำน้ำโขงทั้งสายจนออกทะเล เพื่อน้ำข้อมูลมาสร้างแบบจำลอง หรือวิเคราะห์แบบจำลองการแพร่กระจายของมลพิษ (สารหนู) ในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา เพื่อหามาตรการในการจัดดการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดการที่แหล่งกำเนิดมลพิษ” นายสันติภาพระบุ