หน้าแรก ภูมิภาค อธิการ มรภ.โค...

อธิการ มรภ.โคราช เผย1เดือนครึ่ง”อนุทิน1″ยังไม่เห็นผลงานเป็นรูปธรรม ยกเว้น“คนละครึ่งพลัส”

17.11.25 | 16:55 น.

อธิการ มรภ.โคราช เผย1เดือนครึ่ง “อนุทิน 1” ยังไม่เห็นผลงานเป็นรูปธรรม ยกเว้นนโยบายกระตุ้นศก.ผ่าน “คนละครึ่งพลัส” ชี้ปัญหาชายแดนซับซ้อน อาจมีนำกลไกความเป็น “ชาตินิยม”มาใช้ประโยชน์ทางการเมือง ส่วน MOA พรรคประชาชน เป็นไปได้มากสุดก็ยุบสภาฯ


รองศาสตราจารย์ ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานของ รัฐบาลอนุทิน 1 ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน ว่า เป็นเวลากว่า 1 เดือนครึ่งแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรม ยกเว้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าได้ในระดับหนึ่ง เป็นที่ถูกใจประชาชนมากพอสมควร ฉะนั้น จะไปตำหนิรัฐบาลในตอนนี้คงยังไม่ได้ เพราะเริ่มตั้งแต่เงื่อนไขการเข้ามาเป็นรัฐบาล มีระยะเวลาบริหารประเทศเพียงสั้นๆ จึงไม่สามารถจะประเมินได้ว่า บริหารประเทศได้ดีขึ้นเพียงใด เพราะเป็นรัฐบาลชั่วคราวที่เข้ามาแก้ปัญหาทางการเมือง จึงมีเพียงนโยบายแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจเท่านั้นที่เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด

“ส่วนทางการเมือง มองว่า ยังมีทิศทางที่เอื้อต่อการสร้างความเข้มแข็งให้พรรคภูมิใจไทย ถ้าในระยะสั้นความเข้มแข็งของพรรค มีสัญญาณบวกให้พรรคเอง แต่จะเป็นบวกให้กับประเทศหรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้ เพราะมีการรวบรวมกำลังพลที่หลากหลาย ทั้งทางบวกและทางลบ มีสีขาว เทา ดำ มากองรวมกัน แต่อย่างไรก็ตาม ทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองดีขึ้นในระยะสั้น แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง นอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจ คือ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะมีความซับซ้อนในการแก้ไขปัญหา และมีเรื่องอารมณ์การมีส่วนร่วมของคนในประเทศที่ต้องการให้เดินหน้าในด้านหนึ่ง โดยไม่ได้ดูผลกระทบในมิติด้านอื่นๆ แต่ในอารมณ์ที่เราดำรงตนอยู่ในสังคมโลก จะมีบริบท เงื่อนไข และข้อจำกัดหลายอย่าง ตรงนี้ คือ สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด แถมยังมีเรื่องสแกมเมอร์

เรื่องการทำ MOA กับพรรคประชาชน มองว่า ณ เวลานี้ การเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ การเดินตาม MOA น่าจะประสบผลสำเร็จขึ้นได้ก็มีเฉพาะเรื่องการยุบสภาฯ เท่านั้น ส่วน เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังไม่แน่ใจ แต่อะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะอย่าลืมว่า กลไกของการจะได้รับคะแนนนิยมของพรรคการเมืองในประเทศที่มีปัญหาแบบนี้ ถ้าสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าการทำโพลดูผลการเลือกตั้ง หรือ โพลกระแสนิยม ถ้าไม่สามารถเป็นไปตามทิศทางที่ต้องการได้ ก็อาจใช้กลไกเรื่องการสร้างคะแนนนิยม จากความเป็น “ชาตินิยม” ได้

Advertisement

พูดง่ายๆว่า สิ่งที่เราไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้ เช่น การสู้รบกับกัมพูชาเพื่อเรียกคะแนนนิยม และเพื่อสามารถใช้เหตุผลทางชาตินิยมในการสู้รบนี้ นำไปสู่ทิศทางที่ไม่ต้องมีการเลือกตั้งฯ ก็อาจเป็นไปได้ ถ้ามองกันตรงๆ ถ้ากลุ่มพรรคประชาชน มีโอกาสจะได้รับการเลือกตั้งเข้ามา แต่เกิดการรับไม่ได้ กลไกดังที่กล่าวมาก็อาจเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น MOA ที่แน่ๆ และเป็นไปได้มากสุด คือ เรื่องยุบสภาฯ เท่านั้น แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้

สถานการณ์ไม่แน่นอน อาจถูกกลไกอื่นเข้ามาปิดทางตรงนี้เพื่อไม่ให้มีการเลือกตั้งฯ ก็เป็นไปได้ทุกอย่าง จึงต้องจับตาการเมืองไทยในทุกๆ ด้าน เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้น สามารถพลิกได้ตลอดเวลา เพราะเราไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการเลือกตั้งโดยรับฟังเสียงจากประชาชนแล้วจบกันไปเท่านั้น แต่เรายังมีระบบอุปถัมภ์รองรับ ยังมีอำนาจใบอนุญาตที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ซึ่งต้องยอมรับความเป็นจริง แต่ก็ต้องประกอบกันทุกอย่าง ดังนั้น MOA ที่จะเป็นไปได้มากสุดก็อาจจะเป็นเรื่องการยุบสภาฯ แต่ก็อาจจะไม่เกิดขึ้น” อธิการบดี มรภ.นครราชสีมากล่าว และเพิ่มเติมว่า

เรื่องการปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้น เชียร์รัฐบาลชุดนี้เรื่องของการเติมเม็ดเงินเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้มีคนละครึ่งเฟส 2 ด้วย เพราะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจปากท้องให้เดินหน้าต่อไปได้บ้าง ส่วนเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ ทุนสีเทา ก็อยากให้มีความชัดเจนมากกว่านี้ แต่ไม่อยากจะหวังอะไรมากนัก เพราะมันเกี่ยวข้องกับเรื่องอิทธิพลของฝ่ายการเมือง ฝ่ายผู้มีอำนาจหลายๆ ส่วน ซึ่งจะคาดหวังหรือจะฝากอะไรไม่ได้มากกับรัฐบาลระยะสั้นชุดนี้ ก็คงไม่ได้ ขอแค่ทำ 2 เรื่องนี้ให้มันชัดเจนก็ดีแล้ว” รศ.ดร.อดิศร กล่าว