หน้าแรก ภูมิภาค สิ้น หลวงปู่ข...

สิ้น หลวงปู่ขำ เกสาโร เกจิดังมหาสารคาม มรณภาพอย่างสงบ สิริอายุ 98 ปี 78 พรรษา

19.11.25 | 18:12 น.

สิ้น หลวงปู่ขำ เกสาโร เกจิดังมหาสารคาม มรณภาพอย่างสงบ สิริอายุ 98 ปี 78 พรรษา


เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระครูโสภณสราธิการ หรือ หลวงปู่ขำ เกสาโร เจ้าอาวาสวัดหนองแดง ต.หนองกุง อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม เกจิดังของจังหวัดมหาสารคาม มรณภาพอย่างสงบด้วยโรคชรา ณ โรงพยาบาลมหาสารคาม เมื่อเวลาประมาณ 06.00 น. สิริอายุ 98 ปี 78 พรรษา ก่อนที่คณะศิษยานุศิษย์จะนำร่างหลวงปู่กลับมาที่วัดในเวลาประมาณ 11.00 น.

โดยบรรยากาศที่วัดบ้านหนองแดง คณะลูกศิษย์และชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างจัดเตรียมงานพิธีมีการผูกผ้าสีขาวดำที่บริเวณรอบวัด โดยร่างของหลวงปู่ขำอยู่ภายในศาลาการเปรียญ ซึ่งเปิดโอกาสให้คณะศิษยานุศิษย์ ได้สรงน้ำหลวงปู่ มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ พระลูกศิษย์ที่นับถือ ลูกศิษย์ลูกหา และชาวบ้านที่ทราบข่าวได้เดินทางมาสรงน้ำ กราบลาหลวงปู่เป็นครั้งสุดท้าย

โดยในวันพรุ่งนี้ (20 พ.ย.68) จะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ ในเวลา 15.00 น. จะมีพิธีสวดพระอภิธรรม ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน-20 ธันวาคม 2568 จากนั้นจะมีพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร (ทำบุญ 7 วัน) พิธีปัญญาสมวาร (ทำบุญ 50 วัน) และพิธีสตมวาร (ทำบุญ 100 วัน) โดยจะเก็บร่างของหลวงปู่ไว้อย่างน้อย 1 ปี จากนั้นจะมีการหารือในหมู่คณะสงฆ์ ศิษยานุศิษย์ และชาวบ้านบ้านหนองแดงถึงพิธีการในลำดับต่อไป

Advertisement

นายวิชัย จันภักดี ลูกศิษย์คนสนิทของหลวงปู่ขำ กล่าวว่า หลวงปู่ขำเกิดที่ตำบลหนองกุง บรรพชาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เมื่อถึงอายุ 20 ปี ก็ได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ท่านได้ออกธุดงค์ไปหาครูบาอาจารย์ตลอดหลายปี จนกลับมาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดบ้านหนองแดงในปี พ.ศ.2513 จนกระทั่งปัจจุบัน โดยบุคลิกเป็นพระเถระที่มีจิตใจดีมีเมตตา ให้ความอุปถัมภ์ อนุเคราะห์ลูกศิษย์ลูกหาที่มากราบนมัสการที่วัดทุกชนชั้น โดยไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะยากดีมีจน หรือเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หลวงปู่ให้ความเมตตาทุกคนเท่าๆ กัน อย่างเสมอภาค

ท่านเป็นคนใจดี แต่ไม่ค่อยพูด และที่สำคัญท่านเป็นพระเถระที่ขยันหมั่นเพียร เวลาว่างจะเก็บเศษขยะ ลงกวาดลานวัดเป็นประจำ ผ่านมา 30-40 ปี ท่านก็ยังกวาดลานวัด กระทั่งสังขารไม่เอื้ออำนวย จึงได้หยุดพัก เป็นภาพชินตาที่ลูกศิษย์ลูกหามากราบที่วัด ก็จะได้เห็นวัตรปฏิบัตินี้เป็นประจำ มีเวลาก็จะทบทวนตำรับตำรา ตอนเย็นเจริญพระพุทธมนต์สวดมนต์เย็น ท่านจะเคร่งครัดในธรรมวินัย ด้วยความสมถะเรียบง่ายเป็นกันเอง ท่านจึงมีลูกศิษย์ลูกหามาก เป็นพระที่ไม่ดูดวง ลูกศิษย์ที่มาหาก็จะให้ท่านประพรมน้ำมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล มากราบ มาไหว้แล้วสบายใจ ด้วยวัตรปฏิบัติของท่านก็ทำให้เป็นศรัทธาของชาวบ้าน ล่าสุดเมื่อ เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระกนิษฐาธิราช กรมพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานในพิธีพุทธาภิเษก พระพุทธสิริเกษตรและทรงเททองหล่อพระเกศ โดยมีพิธีสมโภชเมื่อเดือนที่ผ่านมา ได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่พระอุโบสถหลังใหม่

โดยหลวงปู่ขำ เกสาโร มีนามเดิมว่านายขำ ธรรมดา เกิดเมื่อปี พ.ศ.2471 ที่บ้านหนองแดง ต.หนองกุง อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม บรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุได้ 8 ขวบ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ในปี พ.ศ.2492 เข้าพิธีอุปสมบท ที่พัทธสีมาวัดบ้านค้อธิ โดยมีหลวงปู่รอด พรมสโร วัดหนองกุง อ.นาเชือก เป็นพระอุปัชฌาย์

ศึกษาวิทยาคมจาก หลวงปู่เนาว์ ยโสธโร วัดหนองแดง อดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านสรรพวิชาอาคมต่างๆ และถ่ายทอดสรรพวิชาให้ หลวงปู่ขำ จนหมดสิ้น

เป็นพระที่เคร่งครัดในธรรมวินัย หลังออกพรรษาชมชอบออกไปธุดงค์ยังสถานที่ต่างๆ ตามป่าเขาในเขตพื้นที่ภาคอีสาน และบางปีขึ้นไปไกลถึง เขตอำเภอบางมูลนาก จ.พิจิตร พ.ศ.2501-03 มีโอกาสเข้ากราบนมัสการและฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงปู่เขียน พระเกจิชื่อดัง แห่งวัดถ้ำขุนเณร

ต่อมาธุดงค์กลับมายังทางภาคอีสาน จำพรรษาที่วัดโนนสว่าง อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี เป็นระยะเวลากว่า 7 พรรษา จนถึงปี พ.ศ.2512 หลวงปู่เนาว์ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านหนองแดง ซึ่งเป็นบูรพาจารย์ของท่านอาพาธหนักและก่อนมรณภาพได้สั่งให้ไปนิมนต์ท่านกลับมาจำพรรษาที่วัดบ้านหนองแดง ซึ่งหลวงปู่ขำก็รับนิมนต์กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ตราบจนปัจจุบัน หลวงปู่ขำเป็นพระเถระที่อายุพรรษาสูงที่สุดในคณะสงฆ์ของเมืองมหาสารคาม เป็นพระที่มีวัตรปฏิบัติดี

สำหรับวัดหนองแดง ถึงจะเป็นวัดที่เก่าแก่สร้างขึ้นพร้อมกับการตั้งชุมชนตั้งแต่ปี พ.ศ.2470 แต่ยังคงเป็นวัดที่อยู่ในช่วงกำลังพัฒนา เสนาสนะยังมีไม่ครบ ท่านจึงร่วมแรงร่วมใจกับพุทธศาสนิกชน รวมทั้งคณะศิษยานุศิษย์พัฒนาวัดหนองแดง จนเจริญรุ่งเรือง อาทิ ศาลาการเปรียญ หอระฆัง ประตูโขง พระมหาเจดีย์ เป็นต้น

ตลอดเวลาที่จำพรรษาปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดแห่งนี้ ด้วยความที่เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้ชื่อเสียงของท่านเริ่มเป็นที่รู้จัก ในแต่ละวันจึงมีญาติโยมจำนวนมากเดินทางมากราบนมัสการ รับฟังธรรม และประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่เข้มขลัง เสริมความเป็นสิริมงคลกับท่านอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งหลวงปู่เคยพูดกับลูกศิษย์และญาติโยมว่าจะอุทิศตนรับใช้พระพุทธศาสนาไปจนกว่าธาตุขันธ์จะแตกดับ