พม.รุกแก้ปัญหาสังคม ผลักดันมาตรการกฎหมาย ส่วน ค้ามนุษย์ ใช้แนวคิด “ประชารัฐ”

1.05.17 | 20:17 น.

นายไมตรี อินทุสุต ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ได้กล่าวถึงบทบาทของ พม. ต่อการแก้ไขปัญหาสังคม จากการที่มีผู้ตอบแบบสำรวจโพล “ปัญหาสังคม ในสายตาคนไทย ณ วันนี้” โดยเฉพาะประเด็นความรุนแรงในเด็กและครอบครัว การล่วงละเมิดทางเพศและการค้ามนุษย์ว่าปัญหาสังคมเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากพลวัตรทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบต่อครอบครัว เช่น ครอบครัวแหว่งกลาง ซึ่งเป็นภาวะครอบครัวที่สมาชิกเป็นคนรุ่นปู่-ยาเลี้ยงดูเด็กแทนพ่อแม่ที่เข้ามางานในกรุงเทพหรือเมืองใหญ่ ครอบครัวใหม่ที่ผ่านการสมรสมาแล้วมีลูกติดสามีหรือภรรยา สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งคือปัญหาทางเศรษฐกิจ รายได้ไม่พอเพียงต่อรายจ่าย มีหนี้สิน อันนำไปสู่ภาวะความเครียด การดื่มสุราหรือใช้สารเสพติด นอกจากนี้ ปัญหาความรุนแรงและการละเมิดทางเพศยังมาจากทัศนคติและการนำเสนอบทบาทชายหญิงที่ไม่เหมาะสมของสื่อต่างๆ พม. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านสังคม ได้มีความพยายามในการแก้ปัญหาเหล่านี้มาโดยตลอดทั้งเชิงมาตรการทางกฎหมาย เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เชิงนโยบาย เช่น โครงการเงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 600/เดือน เพื่อลดภาระรายจ่ายในครอบครัว การให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนเพื่อป้องกัน การถูกล่อล่วงและการป้องกันตนเองจากผู้ใกล้ชิด ตลอดจนการณรงค์ผ่านสื่อต่างๆ การจัดทำหนังสือครอบครัวต้องมาก่อน.เพื่อเป็นการกระตุ้นและสร้างกระแสให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัว และการเลี้ยงดูบุตรหลาน

นายไมตรี กล่าวว่า พม. มุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการทำงานในพื้นที่ซึ่งเป็นการทำงานเชิงรุกโดยใช้ชุมชนเป็นพื้นฐานในการเฝ้าระวังและสอดส่องดูแลคนในชุมชน ซึ่งสามารถประสานขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1300 หรือหน่วยงานในพื้นที่ของ พม. เช่น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทุกจังหวัด สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็ก ทางกรมกิจการเด็กและเยาวชนก็ได้ขยายชุมชนในการคุ้มครองร่วมกันยูนิเซฟในพื้นที่6 จังหวัด จังหวัดละ 3 ตำบล นอกจากนี้เรายังมีอาสาสมัครพัฒนาสังคม (อพม.) นักสังคมสงเคราะห์น้อย และสภาเด็กและเยาวชนเป็นกลไกในการชี้เป้าเฝ้าระวังกลุ่มที่อาจจะตกเป็นเหยื่อ รวมถึงรณรงค์ให้ความรู้ และ เสริมพลังแก่ชุมชนด้วย กลไกที่จะสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ของ พม. ยังมีศูนย์/สถาน/บ้าน/นิคม ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนซึ่งมีอยู่ทุกตำบล ยิ่งไปกว่านั้นเราได้ทำ Social Mapping ที่ผ่าน การวิเคราะห์จากชุมชน/ท้องที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถขอความช่วยเหลือหรือตรวจสอบข้อมูลได้ผ่านพิกัด ของ Google Map โดยหน่วยงานในพื้นที่ของ พม. จะเป็นหน่วยเคลื่อนเร็วในการให้ความช่วยเหลือ และสอดประสานหน่วยงานในท้องที่ เพื่อให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแส และพิกัดที่อยู่ของผู้ประสบปัญหาโดยใช้ GPS ในมือถือของตนเองผ่าน Application สายด่วน 1300 ได้

นายไมตรีกล่าวว่า สำหรับปัญหาการค้ามนุษย์ประเทศไทย พม. ได้ใช้แนวคิด “ประชารัฐ” ในการแก้ปัญหาโดยได้รับ ความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชน ที่จะช่วยแจ้งเบาะแสและเหตุการค้ามนุษย์ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้เสียหายทุกเพศทุกวัย ทุกเชื้อชาติ อย่างรวดเร็ว ทันท่วงที โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ ความยากจน การไม่เท่าเทียม โอกาสทางสังคม จึงต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและกลุ่มเสี่ยงตระหนักถึงภัยการค้ามนุษย์ และสุดท้าย สิ่งสำคัญ คือ ต้องบังคับใช้กฎหมาย เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้สังคมไทยปลอดจากการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าปัญหาสังคมเหล่านี้คงอยู่ และเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐต้องเข้าไปดูแล พม. จึงขอร่วมมือกับทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมตาม แนวทางประชารัฐของรัฐบาลเพื่อสอดส่องดูแลคุ้มครองช่วยเหลือ และแก้ไขพัฒนาให้ปัญหาเหล่านี้ หมดไปจากสังคมไทย