อดีตข้าราชการสงขลา เลี้ยงปลาในบ่อจุลินทรีย์บำบัด จ่อป้อนตลาดคนรักสุขภาพ
บนเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ในพื้นที่ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ได้มีการแบ่งพื้นที่เป็นบ้านพักอาศัย การเลี้ยงไก่ และพื้นที่ส่วนหนึ่งลาดพื้นซีเมนต์ มีหลังคา ใช้เป็นพื้นที่สำหรับวางถังน้ำขนาดใหญ่สำหรับการเลี้ยงปลาแทนการขุดบ่อ เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้นั้นไม่ได้มีแหล่งน้ำ สำหรับใช้ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำ แต่เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ผู้สูงวัย จึงอยากเลี้ยงปลาเนื่องจากไม่ได้ใช้แรงงานมากนัก จึงลงตัวที่การเลี้ยงปลาด้วยระบบไบโอฟลอค
เริงยุทธ เมืองศรีนุ่น อดีตข้าราชการสังกัดสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เขตจังหวัดสงขลา หลังลาออกจากราชการ ได้เข้าคอร์สเรียนรู้การเลี้ยงปลาด้วยระบบไบโอฟลอคของนักวิชาการภาควิชาวาริชศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ โดยการเลี้ยงปลาชนิดนี้นั้นเป็นการเลี้ยงสำหรับผู้ที่มีพื้นที่น้อยและไม่ได้มีแหล่งน้ำ แถมใช้จุลินทรีย์เป็นปัจจัยหลักในการเลี้ยง ซึ่งจุลินทรีย์จะเป็นตัวย่อยสลายสารอินทรีย์ ทั้งขี้ปลา อาหารที่เหลือทำให้เกิดเป็นตะกอนฟลอค ซึ่งประกอบด้วยแบคทีเรีย โปรโตซัวสาหร่ายขนาดเล็ก สารอินทรีย์และอนินทรีย์ ฟลอคเหล่านี้เป็นอาหารเสริมสำหรับปลา ช่วยลดปริมาณอาหารที่ต้องให้ปลา รวมถึงไม่ต้องการเปลี่ยนน้ำในระหว่างการเลี้ยง เพราะระบบนี้ควบคุมปริมาณแอมโมเนียและไนไตรท์ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนน้ำบ่อย จึงประหยัดน้ำและลดมลภาวะสิ่งแวดล้อม โดยใช้เงินลงทุนซื้อบ่อพลาสติก รวมถึงการติดตั้งระบบออกซิเจน อยู่ที่ไม่เกิน 2 หมื่นบาท ซึ่งสามารถใช้ได้อย่างยาวนานในการเลี้ยงปลาระยะยาว
เริงยุทธเล่าว่า หลังได้เรียนรู้ก็เริ่มลงมือทำ โดยการใช้ถังน้ำพลาติก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เมตร เติมน้ำไปเกือบเต็ม จำนวน 10,000 ลิตร และเติมจุลินทรีย์ในปริมาณที่เหมาะสม เลี้ยงปลานิลแดง หรือปลาทับทิม ซึ่งพันธุ์ปลานั้นสามารถเลือกพันธุ์ปลาน้ำจืดได้หลากหลายชนิดตามความสนใจ ในระหว่างวันก็ให้อาหารปลา รวมถึงให้กากน้ำตาลซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง วัดค่าต่างๆ ของน้ำ ที่สำคัญต้องมีออกซิเจนตลอด 24 ชั่วโมง เรื่องของออกซิเจนนั้นถือเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้มีภาระต้นทุนเป็นค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งเดียวที่จะทำให้ปลาตายได้หากไฟฟ้าดับ
ซึ่งขณะนี้เลี้ยงปลามาแล้วประมาณ 4 เดือน พบปลามีอัตราเติบโตดี ที่สำคัญไม่พบปัญหาโรคในปลา ปลามีสุขภาพแข็งแรง เลี้ยงปลาไว้ 4 บ่อ แต่ละบ่อจะมีปลาไม่น้อยกว่า 300 ตัว และสามารถเลี้ยงได้จนถึงขนาดตัวละ 1 กิโลกรัม ซึ่งขณะนี้ 4 เดือนได้ปลาน้ำหนัก 4 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม
“ปลาที่เลี้ยงไว้ 4 เดือน ขณะนี้หากจะขายก็สามารถขายได้ มีขนาดเหมาะสมสำหรับแปรรูปทำปลาส้ม ปลาแดดเดียว หรืออื่นๆ นอกจากวิธีการเลี้ยงที่สะอาดแล้ว การจะจับปลาขายก็ทำได้ง่าย ไม่มีภาระต้นทุนในส่วนนี้ ส่วนราคาขายนั้นแน่นอนว่าต้องมีราคาสูงกว่าปลาที่เลี้ยงในบ่อดิน หรือปลาที่เลี้ยงตามลำคลองในธรรมชาติ เนื่องจากวิธีการเลี้ยงที่พิถีพิถัน สะอาดทุกขั้นตอน น้ำสะอาดจากการใช้จุลินทรีย์บำบัด จากการทดลองนำมาปรุงอาหารก็พบว่าไม่มีกลิ่นคาว ไม่มีกลิ่นดิน ทำให้เล็งตลาดกลุ่มลูกค้าที่รักสุขภาพเป็นหลัก ซึ่งหลังจากนี้ก็จะมีการคำนวณต้นทุนเพื่อกำหนดราคาขายอีกครั้ง แน่นอนว่าจะมีราคาขายสูงกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งนอกจากการขายปกติก็จะต้องมีการบอกเล่าถึงวิธีการเลี้ยง เพื่อให้กลุ่มลูกค้ามีความเข้าใจด้วย” เริงยุทธกล่าว
สำหรับการเลี้ยงปลาด้วยระบบไบโอฟลอคนั้น ในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา เพิ่งมีการให้ความรู้จากนักวิชาการ มีผู้เลี้ยงขณะนี้ไม่กี่สิบราย แต่มีความสนใจเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการสร้างเครือข่ายเพื่อให้เกิดการเลี้ยงที่ครบวงจร คือตั้งแต่การเพาะเลี้ยงเพื่อขายพันธุ์ปลาให้ได้ขนาดเหมาะสม การเลี้ยงและการก้าวสู่การใช้ปลาที่เลี้ยงในการแปรรูป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน เพื่อรองรับผลผลิตการเลี้ยงปลา ทำให้ในอนาคตการเลี้ยงปลาในระบบไบโอฟลอคจะสามารถกำหนดปริมาณผลผลิต ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปก็สามารถกำหนดวัตถุดิบ ปริมาณผลิตภัณฑ์ที่จะออกสู่ตลาดแต่ละรอบ ซึ่งจะทำให้กำหนดการตลาดได้ชัดเจนอีกด้วย
สำหรับผู้สนใจที่จะเรียนรู้การเลี้ยงปลาด้วยระบบไบโอฟลอคสามารถติดต่อสอบถามได้ที่นายเริงยุทธ หมายเลขโทรศัพท์ 08-9103-9541

