รายงานพิเศษ : หาดใหญ่ท้าพิสูจน์ แก้“ขยะท่วม” จากมหาอุทกภัย ให้จบใน 14 วัน
“ขยะท่วม”หลังวิกฤตมหาอุทกภัย
นับเป็นเวลากว่าครึ่งเดือน หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่พื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นมหาอุทกภัยที่ช็อคความรู้สึกของชาวหาดใหญ่
เป็นฝันร้ายในช่วงข้ามคืน จากน้ำท่วมฉับพลันที่รับมือไม่ทันสถานการณ์
มีรายงานว่า น้ำท่วมครั้งนี้มีประชาชนอพยพหนีน้ำเฉียดแสนคน สร้างความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน บ้านเรือนพังเสียหาย ห้างร้าน การค้า และอาชีพ หลายครอบครัวไม่เพียงอยู่ในสภาพหมดตัว แต่ยังมีหนี้สินก้อนโตตามมา
ถึงวันนี้ระดับน้ำที่เคยท่วมสูงแห้งลงแล้ว คนหาดใหญ่ผ่านพ้นฝันร้ายมาแล้วและกำลังเข้าเข้าสู่ช่วงเวลาแห่ง”การฟื้นฟู”
บ้านแต่ละหลังทำความสะอาด ห้างร้าน สถานประกอบการ ซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้น ในรายที่ความเสียหายไม่มาก หลายครอบครัวทยอยย้ายกลับเข้าพักอาศัยแล้ว

แต่สิ่งที่ต้องเผชิญหน้า คือ ขยะ มลพิษ เชื้อโรค เกิดขึ้นหลังน้ำท่วม
ถือเป็นอีกความเจ็บปวดของผู้ประสบภัยที่นอกจากสูญเสียทรัพย์สินในบ้านที่เคลื่อนย้ายไม่ทัน ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเรือน ที่นอน หมอน มุ้ง ยังต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเก็บโกยทรัพย์สินที่จมน้ำกลายสภาพเป็นขยะสกปรกออกจากบ้านไปทิ้งก่อนจีงจะชำระล้างคราบสิ่งสกปรกได้
สภาพเมืองหาดใหญ่ในยามนี้ ถนนหนทางมีซากขยะที่ถูกขนออกจากบ้านมากองหน้าบ้าน ริมถนน เพื่อรอเจ้าหน้าที่ขนย้ายไปกำจัด ถนนหลายสายกลายเป็นลานทิ้งขยะชั่วคราว
ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยขยะ เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ที่นอน โซฟา ตู้ไม้ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เศษซากสิ่งปฏิกูล กิ่งไม้ และพลาสติก แม้แต่ ตลาดกิมหยง แลนด์มาร์คสำคัญของหาดใหญ่ เป็นอีกแห่งที่มีขยะไม่น้อย โดยเฉพาะสินค้าที่จมน้ำเสียหาย แต่ตลาดมีสินค้าที่เสียหายหลายร้อยตัน อีกทั้งมีซากสิ่งปฏิกูลที่จมใต้น้ำเป็นเวลานาน ซึ่งผู้ค้าเร่งขนย้ายออกอย่างเร่งด่วนเพื่อทำความสะอาดตลาดให้พร้อมกลับมาเปิดการค้าขายอีกครั้ง ทำให้พื้นที่ถนนรอบตลาดเต็มไปขยะ โคลนหนาทับถม ซึ่งการทำความสะอาดค่อนข้างยากลำบาก ทั้งยังมีกลิ่นเหม็น และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค

นายกฯตั้งเป้าเก็บขยะ-ฟื้นเมืองใน14วัน
หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย รัฐบาลโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาถอดบทเรียนเหตุการณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย รวมทั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติสนับสนุนงบกลางให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)สงขลา วงเงินรวม 530 ล้านบาท เพื่อใช้ในการฟื้นฟูชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน รวมทั้งนายกฯอนุทินลงพื้นที่ประชุมวางแผนฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมสั่งการย้ำเจ้าหน้าที่เร่งเคลียร์พื้นที่ให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย “7 วันประชาชนต้องกลับบ้าน 14 วันหาดใหญ่ต้องสะอาด”
ท่ามกลาง หน่วยงานที่้เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กรมโยธาธิการและผังเมือง หน่วยงานทหาร ร่วมกับหน่วยงานส่วนภูมิภาค จังหวัดสงขลาและ ท้องถิ่น ทั้งเทศบาลนครหาดใหญ่ และ อบจ.ระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 3,000 นาย พร้อมเครื่องจักร ลงไปดูแลการฟื้นฟูเมือง
มีการแบ่งพื้นที่กันทำความสะอาดพื้นที่ 4 โซน ไล่เก็บขยะ ฉีดน้ำคลิ่นนิ่งล้างคราบสกปรก ดินโคลน และฝุ่นที่หลงเหลือ เร่งทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมง จนสามารถขนย้ายขยะออกไปรอกำจัดแล้วกว่า 80,000 ตัน

ขยะท่วมเป็นภูเขาเต็มย่านสะพานดำ
ทั้งนี้ ขยะที่ถูกจัดเก็บจากพื้นที่ต่างๆ ถูกขนย้ายมากองรวมกันบนพื้นที่พักขยะที่เตรียมไว้ 3 จุด จุดใหญ่ คือ พื้นที่ลานกว้างบริเวณแยกสะพานดำ มุมถนนเพชรเกษมตัดถนนราษฎร์อุทิศ หรือ ย่านเขต 8 อีกจุดหลังบ้านพักนายอำเภอและกองร้อยอาสารักษาดินแดนหาดใหญ่ ที่ 4 และ หลุมฝังกลบขยะมูลฝอยของเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยจุดพักขยะจุดแรกแยกสะพานดำ เป็นจุดที่มีปริมาณขยะจำนวนมากกองท่วมสูงเป็นภูเขาย่อมๆ
ขยะส่วนนี้จะถูกส่งไปกำจัดโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอยของอบจ.สงขลา ตั้งอยู่ที่ ต.เกาะแต้ว อ.เมืองสงขลา ซึ่งเพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อไม่นานมีกำหนดเดินเครื่องในเดือนมกราคม 2569 และต้องเลื่อนเวลาเดินเครื่องเร็วขึ้น ตั้งแต่ 8 ธันวาคม
สำหรับ โรงไฟฟ้าขยะมูลฝอยของอบจ.สงขลา เป็นโครงการที่อบจ.สงจลา ตั้งขึ้นตามบันทึกความตกลงร่วมมือระหว่างอบจ.สงขลา กับ อปท.19 แห่ง เพื่อจัดการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของอปท. ซึ่งอปท.ร่วมสนับสนุนการดำเนินการของศูนย์ฯ โดยชำระค่าธรรมเนียมกำจัดขยะมูลฝอย ในราคา 500 บาทต่อตัน และปรับขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ 10 เปอร์เซ็นต์ทุก 3 ปี เมื่อเดินระบบตลอด 20 ปี
โรงไฟฟ้าแห่งนี้ บริษัท ทีพีไอโพลีนเพาเวอร์จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ลงทุนก่อสร้าง และบริหารจัดการ มูลค่า 2,125 ล้านบาท
ส่วนงบประมาณที่ใช้จัดการขยะเหล่านี้ ส่วนหลักเป็นงบตามโครงการฟื้นฟูเมืองหลังวิกฤตน้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่และบริเวณโดยรอบ ตามกรอบวงเงิน 530 ล้านบาทจากรัฐบาล ซึ่ง อบจ.สงขลา จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ แบ่งเป็น 5 ส่วน คือ
1.ค่าจ้างเหมาบริการเก็บขยะจากพื้นที่สาธารณะและครัวเรือนไปยังที่พักขยะ แยกสะพานดำ
- ค่าจ้างเหมาบริการขนขยะจุดต้นทางแยกสะพานดำ-จุดปลายทางโรงงานกำจัดวัสดุที่ใช้แล้วและผลิตปุ๋ยธรรมชาติเทศบาลตำบลเกาะแต้ว
- ค่าจ้างเหมาบริการขจัดกลิ่นเหม็นพื้นที่สาธารณะ หน้าครัวเรือน และจุดพักขยะทั้ง 3 จุด (ต.หาดใหญ่ และ ต.คลองแห ) และบ่อขยะเทศบาล ต.เกาะแต้ว
- ค่าจ้างเหมาบริการทำความสะอาดอำเภอหาดใหญ่
5.ค่าใช้จ่ายอื่น ๆที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง อาหาร และเครื่องดื่ม ที่พัก

ผู้ว่าฯมั่นใจเก็บขยะ1.5แสนตันทันกำหนด
นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า แนวทางการเร่งแก้ปัญหาขยะตกค้างจำนวนมากที่กระจายอยู่ทั่วเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆเร่งจัดการกับปัญหาขยะอย่างต่อเนื่อง โดยมีศูนย์ปฏิบัติการกองอำนวยการร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นหน่วยหลักในการประสานการปฏิบัติ ซึ่งได้จัดหาพื้นที่พักขยะชั่วคราว เนื่องจากจุดกองขยะภายในเมืองส่งผลกระทบด้านกลิ่นและสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องจัดหาพื้นที่เหมาะสมในการพักและกำจัดขยะเพื่อให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ส่วนการกำจัดขยะได้ประชุมร่วมกับ นายกเทศมนตรีนครสงขลา นายกเทศมนตรีตำบลเกาะแต้ว และนายกอบจ.สงขลา มีข้อสรุปให้นำขยะจากเมืองหาดใหญ่มาพักที่จุดพักคอยขยะ บริเวณโรงไฟฟ้ากำจัดขยะมูลฝอยเกาะแต้ว ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ทิ้งขยะของเทศบาลนครสงขลา อยู่ติดโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าจากขยะของบริษัท TPI
จากนั้นส่งเข้าโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ โดยเร่งเปิดเดินเครื่องเต็มระบบจากกำหนดเดิมในเดือนมกราคม 2569 มาเป็นวันที่ 9 ธันวาคม 2568 หลังเปิดเดินเครื่อง สามารถทยอยกำจัดขยะได้วันละประมาณ 500 ตัน
คาดว่ารองรับปริมาณขยะได้สูงสุดถึง 150,000 ตัน จะช่วยลดการตกค้างในเมืองได้อย่างเเน่นอน
“ได้มอบหมายกำหนดให้รองผู้ว่าฯเป็นผู้ประสานงานในการจัดเก็บขยะทั้ง 4 โซน ทั้งเรื่องเครื่องมือ บุคคล เครื่องจักรต่างๆห้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว
ยอมรับว่า มีปริมาณขยะจากน้ำท่วมในตัวเมืองหาดใหญ่จำนวนมาก ประมาณ 150,000 ตัน ได้ประสานให้นำไปพักในพื้นที่บ่อพักขยะตำบลเกาะแต้ว ที่ว่างย่านแยกสะพานดำควบคู่กับการฉีดพ่น EM เพื่อกำจัดกลิ่น และ พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค
จากนั้นจะนำขยะเข้าสู่โรงไฟฟ้าขยะอบจ.สงขลา เริ่มต้นกำจัดขยะที่ 200-300 ตันต่อวัน ไปจนถึงเต็มกำลังการผลิต 500 ตันต่อวัน
ด้านการจัดเก็บขยะ ยอมรับว่าช่วงกลางวันมีปัญหาพอสมควร เพราะมีผู้คนเดินทางเข้ามาในตัวเมืองหาดใหญ่จำนวนมาก ทำให้การจราจรติดขัด จึงต้องเริ่มในช่วงเย็นจนถึงเช้า ซึ่งนายกรัฐมนตรีกำหนดให้จัดเก็บขยะออกจากเมืองหาดใหญ่ให้แล้วเสร็จภายในวันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 68
ถึงขณะนี้ การทำงานในโซนต่างๆดำเนินการได้แล้วร้อยละ 40 – 50

ยืนยันว่าทั้ง 4 โซน สามารถจัดเก็บขยะได้ตามระยะเวลาที่กำหนดอย่างแน่นอน
หลังจากนั้นจะมีการถ่ายภาระหน้าที่มายังจังหวัดและเทศบาลนครหาดใหญ่ในการจัดเก็บขยะทั่วไปที่จัดเก็บเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว ส่วนเทศบาลรอบนอกได้ประสานให้จ้างคนมาจัดเก็บเนื่องจากเกินกำลังของท้องถิ่นแต่ละแห่ง ซึ่งจะเร่งดำเนินการทั้งตัวเมืองหาดใหญ่และเทศบาลโดยรอบให้แล้วเสร็จโดยเร็ว”
นักวิชาการห่วงปัญหาฝุ่น-มลพิษ
ผศ.ดร.จรีรัตน์ สกุลรัตน์ หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาพบความพยายามขนขยะออกจากพื้นที่หาดใหญ่ เห็นได้ชัดว่าตัวเมือง ถนนสายหลักขยะลดลง แต่ยังคงพบขยะจำนวนมากตกค้างตามซอยย่อยต่างๆในชุมชน ซึ่งน่าจะหาวิธีนำขยะออกจากหน้าบ้านเรือนในซอยเล็กๆโดยอาจปรับใช้รถขนาดเล็กเข้าไปจัดเก็บขยะภายในซอยหน้าบ้านเรือนประชาชนแล้วนำมาพักไว้ที่ถนนใหญ่ ก่อนให้รถขนาดใหญ่จัดเก็บออกไป และควรกำหนดวันเข้าจัดเก็บขยะถึงบ้านเรือนในแต่ละวันให้ชัดเจน เพื่อความรวดเร็วและลดปัญหาการจราจรติดขัด
“เชื่อว่า ถ้ามีแผนการจัดเก็บขยะให้แล้วเสร็จทั้งหมดก่อนเข้าสู่ช่วงปีใหม่ ถ้ากำหนดแผนการจัดการที่ชัดเจน น่าจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 สัปดาห์จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ซึ่งจะมีการบริหารจัดการตามทรัพยากรที่มีอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
แม้ถนนใหญ่ขยะเบาบางลง แต่ยังพบคราบขยะที่ยังส่งกลิ่นเหม็น รวมทั้งขยะเริ่มเน่ามีโคลนผสม เทศบาลอาจต้องมีกระบวนการล้างกลิ่นคราบขยะออก นอกจากนี้กังวลเรื่องโรคน้ำกัดเท้า ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ประสบอยู่
เรื่องโรคฉี่หนู ถ้ายังมีพื้นที่แฉะก็อาจมีโรคเหล่านี้เกิดขึ้น โรคท้องเสีย การติดเชื้อ เป็นห่วงเรื่องของเชื้อราจากเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ถูกน้ำท่วมและนำออกมาทิ้ง รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ไม้ยังอยู่ในบ้านเรือนและถูกน้ำท่วยเสียหายไม่มาก แนะนำให้ทิ้ง เนื่องจากอาจเกิดเชื้อรา และเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคภายในบ้านเรือน”

ใช้”หาดใหญ่”กรณีศึกษา
ผศ.ดร.จรีรัตน์ กล่าวอีกว่า หากเทียบกับเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงราย ลักษณะขยะจะไม่เหมือนกัน หาดใหญ่ไม่มีโคลนเยอะเหมือนเชียงราย ส่วนภาคกลางเป็นน้ำท่วมลักษณะแช่ ปริมาณขยะจะไม่ได้ออกมาพร้อมกันในปริมาณมาก แต่หาดใหญ่น้ำท่วม 3 วัน ประชาชนก็สามารถล้างทำความสะอาดบ้านได้ ทำให้มีขยะปริมาณมากในช่วง 1 สัปดาห์
ส่วนตัวแล้วยังไม่เคยพบขยะที่มากขนาดนี้เกิดขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ จึงตั้งใจจะใช้สถานการณ์นี้เป็นกรณีศึกษาว่า จะมีการวางแผนรับมือกับครั้งหน้าอย่างไร ถ้าเกิดขึ้นซ้ำ เพื่อให้มีวิธีการรับมือที่ดีขึ้น
เบื้องต้น ได้สำรวจแผนที่น้ำท่วมในหาดใหญ่ จะศึกษาเรื่องการทิ้งขยะชั่วคราวในหาดใหญ่ เพราะที่พักขยะอยู่ย่านสะพานดำ ซึ่งมีที่พักอาศัยอยู่โดยรอบ จึงควรหาพื้นที่ที่เหมาะสมหากเกิดลักษณะนี้ในครั้งต่อไป โดยเป็นพื้นที่ที่จัดส่งขยะไปสถานที่อื่นๆได้เร็วขึ้น เพราะต้องใช้เวลาพอสมควรในการขนถ่ายขยะจากหาดใหญ่ไปเกาะแต้ว รวมถึงหากต้องขจัดกลิ่นขยะที่เกิดขึ้น จะใช้น้ำยาขจัดกลิ่นยี่ห้อไหนแบบไหน ปริมาณเท่าไหร่
“หากจะประเมินการทำงาน จัดการขยะ ให้คะแนนเต็ม 10 สำหรับผู้อาสาเข้ามาช่วยเหลือหาดใหญ่ เจ้าหน้าที่หน้างานที่ปฎิบัติหน้าที่เต็มที่ ภายใต้ทรัพยากรจำกัดเมื่อเทียบกับปริมาณขยะจากที่เคยมีวันละ 300 ตัน กลับกลายเป็น 100,000 ตันใน 3 วัน เข้าใจได้ แต่ในด้านการบริหารจัดการ การกำจัด การรับมือ ส่วนนี้อาจได้คะแนนน้อยหน่อย เพราะเมื่อทราบล่วงหน้าว่าสิ่งที่จะเกิด อาจมีการเตรียมรับมือได้มากกว่านี้ อีกทั้งมีคนมาช่วยจำนวนมาก แต่กลับติดปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ”

“เชียงใหม่-เชียงราย”บทเรียนแก้ขยะหลังท่วม
วิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ ไม่ใช่เหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่แห่งแรก ก่อนหน้านั้นในช่วงปี 2567 พื้นที่ภาคเหนือเองเคยประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ จากอิทธิพลพายุไต้ฝุ่นยางิ และ พายุซูลิก ทำให้น้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ อ.แม่สาย จ.เชียงราย และ เทศบาลนครเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ มีระดับน้ำท่วมสูง 2-3 เมตร มีผู้เสียชีวิต45 คน ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 40,000 หมื่นครัวเรือน
หลังน้ำลดทุกพื้นที่เจอปัญหาขยะมหาศาล รวมทั้งมลพิษ ฝุ่นจากโคลนฟุ้งกระจายในพื้นที่ โดยเฉพาะ จ.เชียงราย มีทั้งน้ำและโคลนท่วมเต็มบ้านจนต้องระดมกำลังทหาร เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆเข้ามาช่วยเหลือ
เทศบาลแม่สายใช้เวลาฟื้นฟู2เดือน
นายชัยยนต์ ศรีสมุทร นายกเทศมนตรีตำบลแม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย เล่าว่า ช่วงเกิดน้ำท่วมถือว่าสาหัสมาก เพราะระดับน้ำท่วมสูง กินรัศมีเป็นวงกว้างตั้งแต่ชุมชนหัวฝาย สายลมจอย เกาะทราย ไม้ลุงขน ยางไปถึงเหมืองแดง มีบ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมกว่า 5,000 หลัง ช่วงน้ำท่วมสูง ทุกคนต่างหนีเอาชีวิตรอด จนแทบมีโอกาสขนย้ายทรัพย์สินได้ทัน สิ่งที่ตามมาหลังน้ำลดจึงสาหัสไม่แพ้กัน
อ.แม่สาย มีดินโคลนทรายมหาศาลหลายล้านคิวทับถมอยู่ในพื้นที่ บ้านเรือนใกล้ลำน้ำถูกทรายและดินโคลนทับถมท่วมสูงถึงชั้นสองของบ้าน และมีขยะมหาศาลกว่า 5,000 ตัน ส่วนมากเป็นขยะภายในครัวเรือนและขยะที่ไหลมาน้ำ
“การพื้นฟูหลังจากน้ำลด เกินกว่าศักยภาพของเทศบาลจะดำเนินการได้ เพราะไม่มีทั้งงบประมาณและกำลังคนที่เพียงพอ โชคดีรัฐบาลประสานส่วนงานต่างๆ ทั้งทหาร ตำรวจ ชลประทาน ป่าไม้ ฝ่ายปกครอง เรียกว่าเกือบทุกหน่วยงาน รวมทั้งหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยและภาคเอกชนที่มีจิตอาสาเข้ามาจากทั่วประเทศเข้ามาช่วยเหลือ
“ส่วนการฟื้นฟู เราแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 โซน เพื่อง่ายและสะดวกในการเคลียร์พื้นที่ ตั้งแต่เคลียร์ดินโคลน ทราย เก็บขยะ และ ทำความสะอาดบ้านเรือน เครื่องใช้ช่วยเหลือประชาชน พื้นที่ถนน เพื่อให้ประชาชนกลับเข้าไปอาศัยในบ้านได้เร็วที่สุด”
นายกเล็กแม่สาย กล่าวอีกว่า แม้จะมีแผนงานชัดเจน แต่การพื้นฟูพื้นที่ถูกน้ำท่วมไม่ง่ายเลย เพราะมีดินและขยะครัวเรือนมาก อ.แม่สาย ต่างจาก อ.หาดใหญ่ น้ำท่วมสงขลาเป็นน้ำใส ดินโคลนไม่มาก เป็นโคลนแห้ง แต่ที่แม่สายเป็นโคลนเปียก การขนย้ายและการเข้าออกพื้นที่ทำได้ยากมาก ต้องขุดตักออกทีละน้อย และเมื่อโคลนแห้ง จะกลายเป็นมลพิษ ฝุ่นละออง คละคลุ้งเต็มพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่สับเปลี่ยนกันทำงานเกือบตลอด 24 ชั่วโมง โดยเคลียร์ดินโคลนออก สลับกับการขนย้ายขยะ
นอกจากนี้มีปัญหาสถานที่ทิ้งขยะและดินโคลนไม่เพียงพอ ต้องประสานขอที่ดินของเอกชนเป็นจุดรวบรวม คัดแยกขยะรีไซเคิล นำดินไปถมพื้นที่ให้ภาคชนเอกชนที่ต้องการ กว่าจะเคลียร์พื้นที่กลับคืนสู่ประชาชนได้ ใช้เวลานานแล้ว 2 เดือนครึ่ง จึงเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับหาดใหญ่ แม้จะไม่มีดินโคลนมากเหมือนแม่สาย แต่เชื่อว่าใช้เวลาฟื้นฟูนานเช่นกัน”
“นครเชียงใหม่”เจอขยะหลังท่วม
ด้านพื้นที่ของเชียงใหม่ นายชาตรี เชื้อมโนชาญ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงใหม่ เล่าว่าครั้งนี้ ดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เมื่อเจอสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่จึงเข้าใจสภาพพื้นที่ดี โดยเห็นว่า สิ่งแรกของการเตรียมรับมือวิกฤต คือ ผู้นำต้องรับฟังการพยากรณ์อากาศ รับฟังเสียงเตือนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาประเมินสถานการณ์ และรีบแจ้งเตือนประชาชนให้ป้องกัน เปิดศูนย์อพยพเตรียมการให้พร้อม ทั้งที่นอน ข้าวปลาอาหาร เพราะประชาชนที่อยู่ในเขตน้ำท่วม หากไม่ยอมออกจะต้องเจอปัญหาการเข้าไม่ถึง เนื่องจากน้ำไหลเชี่ยวมาก ขนาดรถทหารยังดับกลางน้ำและกลายเป็นผู้ประสบภัยเสียเอง
ชี้โลกเปลี่ยน-ประมาทธรรมชาติไม่ได้
ประการต่อมา คือ จากนี้ไปเราจะประมาทธรรมชาติไม่ได้แล้ว เพราะโลกเปลี่ยน ภาวะโลกร้อน Climate Change ประชาชนทุกคนต้องรับรู้และหาทางป้องกัน ต้องหยุดการตัดไม้ทำลายป่า และหันมารณรงค์ให้ทุกคนปลูกต้นไม้เพิ่ม ภัยธรรมชาติเหล่านี้ทำให้เห็นว่าไม่มีใครเก่ง แต่ต้องรีบแก้ไขปัญหา
อีกประการสำคัญ คือ การสร้างบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างใด ต้องศึกษาให้ดี ต้องไม่ปิดกั้นร่องน้ำ ทางน้ำไหล สาเหตุที่น้ำท่วมขังหลายพื้นที่ในตัวเมืองมาจากปัญหาการรุกล้ำปิดกั้นทางน้ำทั้งสิ้น รวมทั้งแบริเออร์ที่นำมาขวาง กลายเป็นเขื่อนกั้นน้ำในหลายจุด ส่วนอำเภอรอบนอกต้องเปิดประตูระบายน้ำให้น้ำผ่านลงสู่พื้นที่รับน้ำให้เร็วที่สุด

เคลียร์ขยะ4หมื่นตัน-ใน28วัน
“ปัญหาที่หนักหนาสาหัสหลังน้ำลด คือ ขยะ ซึ่งพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่ ปกติมีขยะที่ต้องจัดเก็บกว่า 300 ตันต่อวัน แต่เหตุการณ์นำท่วมใหญ่ครั้งนั้น เกิดขยะมหาศาลกว่า 40,000 ตันถูกขนย้ายมากองเต็มถนน ส่วนใหญ่เป็นเฟอร์นิเจอร์ พวกน็อคดาวน์ ที่นอน หมอน มุ้ง
ตอนนั้น อบจ.เชียงใหม่ รับจบ โดยให้นำมาทิ้งรวมกันที่สวนสาธารณะรถไฟ ก่อนลำเลียงไปยังบ่อขยะที่เป็นภาคี ทั้งบ่อเก่า บ่อใหม่ จากนั้นจึงล้างบ้านล้างเมือง ทำได้ภายใน 28 วันทุกอย่างคืนสู่ภาวะปกติได้
แต่อีกปัญหาที่ตามมา คือ ฝุ่น จากดินโคลนที่ไหลมากับน้ำ เมื่อดินแห้งจะกลายสภาพเป็นฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว ทั้ง อบจ. และเทศบาลนครเชียงใหม่ ต้องระดมกำลังกันล้างถนนทุกวัน ล้างไปจนกว่าฝุ่นจะจางลง หลังจากนั้นต้องดูดโคลนค้างท่อให้หมด โดยจ้างเหมาผู้เชี่ยวชาญมาทำงานตอนกลางคืน เพราะโคลนเป็นดินเหนียวแห้งแข็งเร็วมาก ไล่ทำในทุกถนนไปจนกว่าจะหมด
อย่างไรก็ตาม อยากฝากว่า สิ่งสำคัญ คือ หน่วยงานภาครัฐ และ ประชาชน ต้องเรียนรู้ร่วมกัน เพราะบทเรียนและปัญหามีให้เห็น หากไม่รีบป้องกันและหาทางแก้ไข ปัญหาเดิมจะหมุนกลับมาซ้ำอีก”


