หน้าแรก ภูมิภาค ประจวบฯ กวาดล...

ประจวบฯ กวาดล้าง แก๊งซิ่ง-ท่อดัง หลังยอดร้องเรียนพุ่งอันดับ 1 ยึดแล้วกว่า 1,000 ท่อ

29.12.25 | 16:51 น.

ประจวบฯ กวาดล้าง แก๊งซิ่ง-ท่อดัง หลังยอดร้องเรียนพุ่งอันดับ 1 ยึดแล้วกว่า 1,000 ท่อ 


เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แถลงผลปฏิบัติการ “หยุดแว๊น! หยุดเสียงดัง ประจวบคีรีขันธ์ เมืองท่องเที่ยว ประชาชนปลอดภัย” เดินหน้าปราบปรามรถแต่งซิ่ง รถท่อดัง รถดัดแปลงสภาพ และการแข่งรถในทาง ช่วงวันที่ 22–29 ธันวาคม 2568 สามารถตรวจยึดท่อไอเสียผิดกฎหมายได้รวม 1,064 อัน

การแถลงข่าวนำโดย พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมรองผู้บังคับการและผู้กำกับการสถานีต่างๆ โดยระบุว่า จากสถิติการรับแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 191 พบว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีเรื่องร้องเรียนรถจักรยานยนต์เสียงดัง สูงเป็นอันดับ 1 ของตำรวจภูธรภาค 7 ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน

จึงมอบหมายให้ พ.ต.อ.เฉลิมวุฒิ วงษ์เวียงจันทร์ รอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งกำกับดูแลงานป้องกันปราบปราม กำหนดมาตรการเข้ม ออกกวดขันตรวจยึดรถจักรยานยนต์ที่ดัดแปลงสภาพ หรือมีท่อเสียงดัง รวมถึงรถไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน และการแข่งรถในทาง เพื่อคืนความสงบสุขให้ประชาชน ถือเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่

Advertisement

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ออกตรวจเข้มในช่วงเวลากลางคืน ใช้เครื่องวัดระดับเสียงตรวจสอบรถที่มีเสียงดังผิดปกติ ก่อนดำเนินการยึดท่อไอเสีย และเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย โดยมุ่งแก้ไขปัญหามลพิษทางเสียง และป้องกันอุบัติเหตุ จากการแข่งรถในทางสาธารณะ

พล.ต.ต.อาทร ระบุเพิ่มเติมว่า การบังคับใช้กฎหมายอาศัย พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2565 ซึ่งเพิ่มบทลงโทษหลายกรณี อาทิ รถเสียงดังปรับไม่เกิน 4,000 บาท รถดัดแปลงสภาพปรับ 2,000 บาท การขับขี่โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือแข่งรถในทางมีโทษถึงขั้นจำคุก รวมถึงควบคุมร้านแต่งรถผิดกฎหมาย และผู้ปกครองต้องร่วมรับผิด หากบุตรหลานกระทำผิดซ้ำซาก ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546

ด้าน พ.ต.อ.เฉลิมวุฒิ กล่าวว่า หลังได้รับนโยบาย ได้สั่งทุกสถานีตำรวจเร่งสำรวจพื้นที่เสี่ยง หากติดตามตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ในทันที จะใช้ภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อติดตามจับกุมภายหลัง โดยท่อไอเสียที่ตรวจยึดได้ทั้งหมดจะนำไป ทำลายทันทีในแต่ละอำเภอ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ เพื่อป้องกันการนำกลับมาใช้ซ้ำหรือจำหน่ายต่อตลาดมือสอง พร้อมย้ำว่าทุกสถานีจะดำเนินการในมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งจังหวัด คือ “ปราบจริง ยึดจริง ปรับจริง”